สสส.จับมือ COACT ตั้งเป้าขยายศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบสู่ศูนย์การเรียนรู้เพิ่มขึ้น จากเดิมที่มี 23 ศูนย์ ขณะที่เสียงสะท้อนจากท้องถิ่น ชี้พัฒนาการการเรียนรู้เด็กปฐมวัย ต้องเริ่มที่ครูมีบทบาทสำคัญถ่ายทอดความรู้สู่เด็ก รวมถึงเน้นการทำงานแบบมีส่วนร่วม

ลบ แก้ไข
สสส.จับมือ COACT  ตั้งเป้าขยายศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบสู่ศูนย์การเรียนรู้เพิ่มขึ้น จากเดิมที่มี 23 ศูนย์ ขณะที่เสียงสะท้อนจากท้องถิ่น ชี้พัฒนาการการเรียนรู้เด็กปฐมวัย ต้องเริ่มที่ครูมีบทบาทสำคัญถ่ายทอดความรู้สู่เด็ก รวมถึงเน้นการทำงานแบบมีส่วนร่วม



            สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และโครงการสร้างเสริมศักยภาพภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อสุขภาวะเด็กปฐมวัย (COACT) จัดการประชุมวิชาการ "การขับเคลื่อนเพื่อยกระดับคุณภาพสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย" โดยมีผู้บริหารท้องถิ่น ครูปฐมวัย เจ้าหน้าที่ ผู้เกี่ยวข้องและเครือข่ายสถานพัฒนาเด็กจากทุกภูมิภาคเข้าร่วม ที่โรงแรมทีเค. พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร



 นางสาวณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็กเยาวชนและครอบครัว สสส. กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดงานตอนหนึ่งว่า ต้องขอบคุณวิสัยทัศน์ของทุกภาคส่วนที่เห็นความสำคัญของการพัฒนาเด็กปฐมวัย ซึ่ง สสส.มีความเชื่อว่าถ้าอยากเห็นคนมีสุขภาพ สุขภาวะที่ดีต้องเริ่มลงทุนในวัยเริ่มต้นของชีวิตนั่นคือ ปฐมวัย จึงได้เริ่มสนับสนุนการทำงานพัฒนาเด็กตั้งแต่ในครรภ์มารดาไปสู่สถานศึกษาและชุมชน ซึ่งอีกไม่กี่ปีข้างหน้าไทยจะเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ คนวัยแรงงานต้องดูแลผู้สูงวัยเพิ่มขึ้นควบคู่กับการดูแลเด็กปฐมวัย ซึ่งจะเป็นวัยแรงงานในอนาคต ในขณะที่สังคมไทยเผชิญการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและซับซ้อนถือเป็นความท้าทายใหม่ๆ ทำให้ต้องมาทบทวน และจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการเลี้ยงดูเด็กให้ทันสมัยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา สสส.ได้ร่วมกับโครงการ COACT สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและได้ยกระดับเป็นศูนย์เรียนรู้ 23 แห่งและมีเป้าหมายจะขยายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพื่อให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจำนวนหลายหมื่นแห่งทั่วประเทศเข้าถึงการพัฒนาเชิงระบบอย่างมีคุณภาพ ซึ่งไม่สามารถทำงานแบบแยกส่วนได้จำเป็นต้องร่วมมือกันทำงาน

 "สสส.อยากเห็นการทำงานในเชิงระบบ มีกลไกขับเคลื่อนให้เกิดผลลัพธ์เชิงองค์รวมของชีวิตเด็ก โดย สสส.จะร่วมสนับสนุนข้อมูลวิชาการ โดยให้ครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่นเป็นฐาน รวมถึงสนับสนุนการสร้างความร่วมมือกับองค์กรปกรองส่วนท้องถื่น เพื่อให้เกิดนโยบายที่ทันยุคทันสมัยและล้ำสมัยเพื่อให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญต้องการสนับสนุนให้เกิดเครือข่ายปฐมวัยที่เข้มแข็ง สานพลังอย่างต่อเนื่อง"นางสาวณัฐยา กล่าว



             ในช่วงเสวนาทิศทางการขับเคลื่อนคุณภาพเด็กปฐมวัยระดับท้องถิ่น นางทองล้วน เรืองใส นักวิชาการศึกษา เทศบาลตำบลโนนสูงเปลือย จังหวัดหนองบัวลำภู กล่าวตอนหนึ่งว่า ในการพัฒนาเด็กปฐมวัย เทศบาลตำบลโนนสูงเปลือยให้ความสำคัญในเรื่องของการพัฒนาครูในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อน เพราะครูเป็นต้นทางที่จะถ่ายทอดความรู้ สร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อนำไปพัฒนาเด็กปฐมวัยอีกทอดหนึ่ง ซึ่งทางเทศบาลตำบลโนนสูงเปลือย ได้ร่วมกับ สสส.และ COACT นำแนวทางการพัฒนาโดยการเทียบระดับ (Benchmarking) กับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่เป็นศูนย์เรียนรู้ซึ่งช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และแลกเปลี่ยนวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศมาใช้อบรมพัฒนาครูของเรา และพัฒนาให้ครูมีความสามารถในการจัดกิจกรรมที่เหมาะสมสำหรับเด็ก ขณะเดียวกัน ยังบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สาธารณสุขจังหวัดในด้านโภชนาการ ซึ่งจากการทำงานที่ผ่านมา ได้รับเสียงสะท้อนมาว่าเด็กที่ออกจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและเข้าเรียนต่อในระบบการศึกษา เด็กมีพัฒนาการที่ดี โรงเรียนไม่ต้องใช้เวลาเตรียมความพร้อมหรือปรับพื้นฐาน ครูสามารถสอนวิชาการให้เด็กได้เลย



            รศ.ดร.จุฑามาศ โชติบาง ผู้จัดการโครงการ COACT ได้กล่าวถึงการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่ควรมีการดำเนินการพัฒนาคุณภาพโดยภาควิชาการที่เป็นมหาวิทยาลัยในแต่ละจังหวัดควรเข้ามามีบทบาทในการหนุนเสริม เชื่อมโยงการทำงานทำให้เกิดการบูรณาการทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เกิดการขับเคลื่อนระบบและกลไกในระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และระดับตำบล ซึ่งจะทำให้เกิดกลไกการขับเคลื่อนในแต่ละระดับโดยคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัยและภาคีเครือข่ายได้มาร่วมกำหนดวิสัยทัศน์ และยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่ชัดเจนและสอดคล้องกับบริบท ทำให้เกิดการพัฒนาระบบทั้ง 5 ระบบคือ 1) ระบบการบริหารจัดการ 2) ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม 3) ระบบการจัดหลักสูตรการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ 4) ระบบการดูแลสุขภาพเด็ก 5) ระบบการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน และเกิดผลลัพธ์ที่ตัวเด็กคือ ทำให้เด็กมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการสมวัย มีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งนักวิชาการมีบทบาทสำคัญที่จะทำให้คณะอนุกรรมการฯ และภาคีเครือข่ายเกิดการทำงานที่เชื่อมโยงกันและทำให้ทุกภาคส่วน “ร่วมคิด ร่วมทำและร่วมเรียนรู้”

ในการนี้ COACT ได้รับงบประมาณสนับสนุนการทำงานในทุกระดับจากสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว (สำนัก 4) สสส.โดยใช้รูปแบบของบรอนเฟนเบรนเนอร์ (Bronfenbrenner) ในการศึกษาสถานการณ์ปัญหาของเด็กปฐมวัยโดยเฉพาะเรื่องพัฒนาการเด็กที่เป็นปัญหาที่ซับซ้อนและเด็กไทยยังคงมีปัญหาพัฒนาการล่าช้า 30 % มานาน ดังนั้น การศึกษาสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็กทั้งครอบครัว โรงเรียนและชุนชน จะทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนระบบในพื้นที่เกิดการส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน
 



loading...


โดย ครู Eduzones ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 7 ก.พ. 62 14:56 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 372 ครั้ง

แชร์หน้านี้

ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 372 ครั้ง ตอบ 0 ครั้ง)

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่


เรื่องที่เกี่ยวข้อง