รู้หรือไม่? เส้นทางเด็ก 60 ต้องเจออะไร

ลบ แก้ไข
เส้นทางที่จะพาน้องเข้าสู่มหาวิทยาลัยนั้นมีหลายเส้นทางด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น รับตรง โควตา และแอดมิชชัน ซึ่งแต่เส้นทางก็มีวิธีการเลือกตามทางของตนเอง การรับตรง โควตา และการสอบ GAT/PAT, O-NET, 9วิชาสามัญ ข้อทั้งหมดนี้น้อง ๆ ควรรู้ เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับตนเอง จะมีทางใดบ้าง แตกต่างกันอย่างไรไปเตรียมพร้อมเส้นทางของตัวเองกันดีกว่า


รู้หรือไม่? เส้นทางเด็ก

เส้นทางสู่มหาวิทยาลัยของน้องๆประกอบด้วย
= รับตรงและโควตา
= รับตรงที่เข้าร่วมเคลียริ่งเฮาส์
= รับตรงที่ไม่เข้าร่วมเคลียริ่งเฮาส์
= ระบบรับตรงของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย
= Admissions

รับตรงและโควตา
รับตรง คือการจัดเองของมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็น โควตา ทุน ก็คือรับตรง เพราะทางมหาวิทยาลัยเป็นผู้จัดขึ้นเอง แต่ละชนิดมีลักษณะดังนี้
โควตา แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ
โควตาพื้นที่ การรับตรงที่มีคุณสมบัติพิเศษที่กำหนดไว้ ตรงที่จะรับเด็กเฉพาะเขตพื้นที่ เช่น โควตา20จังหวัดภาคอีสานของม.ขอนแก่น โควตา17จังหวัดภาคเหนือของ ม.เชียงใหม่ เป็นต้น
โควตาความสามารถพิเศษ การรับตรงที่กำหนดคุณสมบัติพิเศษไว้ที่ตัวบุคคล เช่น มีความสามารถพิเศษทางด้านดนตรี มีความสามารถพิเศษทางด้านกีฬา เป็นต้น 
ทุน คือรับตรงสำหรับคนที่มีความสามารถพิเศษก็อาจเอาไปจุดนี้ขอทุน ก็คือพวกโครงการรับตรงต่างๆ ที่ทางมหาวิทยาลัยเปิดรับนักศึกษา แต่มีค่าเล่าเรียนให้ โดยน้องๆที่คุณสมบัติพิเศษถึงจะขอทุนได้ เช่น โครงการเรียนดี นักกีฬา นักดนตรี หรือคนที่สร้างชื่อเสียงให้กับทางมหาวิทยาลัย หรือถ้าไม่มีความสามารถพิเศษบางมหาวิทยาลัยก็อาจจะเปิดให้มีการสอบชิงทุน

4 ข้อดีของการสอบตรง
ถ้าถามว่าทำไมต้องสอบตรง บอกได้เลยครับ ว่าการสอบตรงเป็นเส้นทางที่ดีสำหรับน้องๆมากที่จะใช้เป็นเส้นทางในการเข้าสู่มหาวิทยาลัย เพราะน้องๆจะไม่ต้องเครียดอะไรมากมายเท่ากับการแอดมิชชัน อีกทั้งไม่ต้องรอคอยอย่างยาวนานกว่าจะรู้ที่เรียนในมหาวิทยาลัย โดยข้อดีของการรับตรงนั้นจะมีดังนี้
1.รับเยอะกว่า หากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์โดยรวมแล้วแต่ละมหาวิทยาลัยจะมีการรับนักศึกษาจากการรับตรงมากถึง 70% การรับตรงของมหาวิทยาลัยนั้นมีมากมายหลายโครงการ ทั้งรับตรงแบบปกติ แบบพิเศษ โควตา ทุน อีกทั้งการรับตรงเป็นการที่มหาวิทยาลัยได้คัดเลือกนักศึกษาเอง จึงทำให้มีการรับที่เยอะกว่าการรับจากระบบแอดมิชชันค่อนข้างเยอะ และที่สำคัญก็คือในปัจจุบันไม่มีมหาวิทยาลัยไหนในประเทศไทยที่ไม่มีการรรับตรง ทุกที่มีการรับตรงหมดนะครับ
2.รับเร็วกว่า โครงการรับตรงนั้นจะมีการเปิดรับที่เร็วมาก และมีมากมายหลายโครงการ น้องๆสามารถสมัครได้ตั้งแต่ ม.6 เทอม1 หากน้องๆตั้งใจก็สามารถสมัครได้หลายที่ เพราะการรับตรงไม่มีการบังคับว่าต้องสมัครที่เดียวอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการสมัครสอบเยอะๆก็เหมือนเป็นการสร้างโอกาสเพิ่มโอกาสให้แก่เรามากขึ้น ไม่ต้องไปรอการแอดมิชชันซึ่งกว่าจะรับสมัครก็เดือนพฤษภาคม หลังจบ ม.6 ไปตั้ง 2-3 เดือน
3.สอบตรงกว่า รับตรงในที่นี้หมายถึง การใช้ข้อสอบที่ตรงกว่า ไม่เหมือนแอดมิชชันที่น้องๆต้องทำทั้งเกรดในโรงเรียนเพื่อให้ได้ GPAX ดีๆ สอบ O-NET อีก 5 วิชา GAT อีก และก็ยังมี PAT แต่การรับตรงนั้นหากน้องๆรู้ว่าต้องการจะเข้าคณะใดที่ไหน น้องๆสามารถไปดูข้อมูลก่อนได้เลยว่า เข้าใช้ข้อสอบอะไรบ้าง แล้วน้องๆก็ตั้งใจอ่านฝึกทำโจทย์ข้อสอบนั้นๆไปเลยครับ ไม่จำเป็นต้องอ่านแบบครอบจักรวาล
4.ติดเร็วกว่า มีการรับตรงนั้นหากน้องๆสมัครเร็ว หลายโครงการจะมีการประกาศผลตั้งแต่เทอม 1 เท่ากับว่าน้องๆหลายคนจะมีที่เรียนในมหาวิทยาลัยตั้งแต่ ม.6 เทอม1 หากน้องๆสมัครหลายโครงการ ก็อาจจะมีสิทธิติดหลายที่ ซึ่งในทุกปี ก็จะเห็นว่ามีคนที่สอบติดรับตรง 10 ที่ 15 ที่ก็เคยมี ซึ่งหากน้องๆติดหลายที่ ก็เท่ากับว่าตัวเองจะได้เป็นผู้เลือกและกำหนดมหาวิทยาลัยที่อยากจะเข้าได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องเครียดรอการแอดมิชชันซึ่งกว่าจะเสร็จสิ้น น้องๆรู้ว่ามีที่เรียนก็หลังจบ ม.6 หลายเดือน 

คุณสมบัติของผู้สมัคร
รับตรงนั้นแต่ละคณะและมหาวิทยาลัยจะกำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครไว้แตกต่างกัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นระดับการศึกษา เกรดเฉลี่ยสะสม และคุณสมบัติพิเศษต่าง ๆ เรามาทำความเข้าใจคุณสมบัติแต่ละอันกันเลย
1. ระดับการศึกษา
มีกำหนดหลายรูปแบบแล้วแต่คณะและมหาวิทยาลัย เช่น
- กำลังศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หมายถึง ผู้ที่กำลังเรียนอยู่ชั้น ม. 6
- สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หมายถึง ผู้ที่จบชั้น ม. 6 แล้ว ซึ่งเด็กซิ่วก็จัดอยู่ในหมวดนี้
- เทียบเท่า หมายถึง ผู้ที่มีวุฒิการศึกษาเทียบเท่า ม. 6 นั่นก็คือ กศน. และ ปวช.
- สายการเรียน บางคณะจะกำหนดสายการเรียนว่า เฉพาะสายวิทย์-คณิต เท่านั้น
2. GPAX คือ เกรดเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย
รับตรงนั้นโดยทั่วไปมีทั้งกำหนดเกรดและไม่กำหนดเกรด
หากกำหนดจะใช้เกรด 4, 5 หรือ 6 เทอม แล้วแต่โครงการ
- เกรดเฉลี่ยสะสม 4 ภาคการศึกษา คือ เกรด ม. 4 และ ม. 5
- เกรดเฉลี่ยสะสม 5 ภาคการศึกษา คือ เกรด ม. 4, ม. 5 และ ม. 6 เทอม 1
- เกรดเฉลี่ยสะสม 6 ภาคการศึกษา คือ เกรด ม. 4, ม. 5 และ ม. 6
อันนี้แสดงให้เห็นว่าเกรดชั้น ม. 4 และ ม. 5 นั้นสำคัญ เพราะฉะนั้นเตือนไว้ก่อนสำหรับน้อง ม. 4 และ ม. 5 อย่าเอาเวลาไปทำกิจกรรมซะเพลินจนทำให้เกรดตกนะครับ เพราะถ้าเกรดไม่ถึงน้องจะพลาดโอกาสนี้ไปทันที
3. GPA คือ เกรดเฉลี่ยสะสมของกลุ่มสาระต่าง ๆ ตลอดหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย
อย่างเช่น เกรดเฉลี่ยสะสมของกลุ่มสาระคณิตศาสตร์ 4 ภาคการศึกษา ไม่ต่ำกว่า 3.00
แปลว่าเกรดเฉลี่ยรวมเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ ทั้ง 4 ภาค คือเกรด ม. 4 และ ม. 5 ต้องไม่ตำกว่า 3.00

เกณฑ์การคัดเลือก
เกณฑ์การคัดเลือกของรับตรง แต่ละมหาวิทยาลัยหรือคณะจะมีเกณฑ์การคัดเลือกที่แตกต่างกัน ทั้งการคัดเลือกจากเกรดเฉลี่ยสะสม (GPAX) เพียงอย่างเดียว หรือใช้คะแนนจากการสอบ 9 วิชาสามัญ, GAT/PAT, O-NET หรือการจัดสอบเอง  
9 วิชาสามัญ
คือ การทดสอบวิชาสามัญเพื่อนำผลไปใช้ในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ใช้ในรับตรงเท่านั้น ไม่ได้ใช้ในแอดมิชชั่น ประกอบด้วยวิชาคณิตศาสตร์ 1, ฟิสิกส์, เคมี, ชีววิทยา, ภาษาอังกฤษ, ภาษาไทย, สังคมศึกษา, คณิตศาสตร์ 2 และวิทยาศาสตร์ทั่วไป จัดสอบโดย สทศ. ซึ่ง 9 วิชาสามัญ นี้ก็พัฒนามาจาก 7 วิชาสามัญ โดยเพิ่มวิชาคณิตศาสตร์ 2 และวิทยาศาสตร์ทั่วไป เพื่อเด็กสายศิลป์นั่นเอง
GPAX 
คือ เกรดเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายพูดง่ายๆ ก็คือเกรดเฉลี่ยสะสม 6 ภาคเรียน หรือเกรดเฉลี่ยสะสมตั้งแต่ ม. 4-6 นั่นเอง
O-NET
คือ การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน โดยใช้คะแนนเฉพาะ 5 กลุ่มสาระที่ สทศ. จัดสอบ คือ คณิตศาสตร์,วิทยาศาสตร์, ภาษาอังกฤษ, ภาษาไทย และสังคมศึกษา
ข้อควรรู้เกี่ยวกับ O-NET
- เด็ก ม.6 ทุกคนต้องสอบ และต้องสอบให้ครบทุกวิชาภายในปีการศึกษานั้น
- สอบได้แค่ครั้งเดียว คะแนนติดตัวไปตลอดชีวิต
- เด็กสายอาชีพสอบได้แต่ต้องสมัครเอง ส่วนเด็ก ม.6 โรงเรียนสมัครให้
GAT/PAT
GAT (General Aptitude Test)
 หรือ ความถนัดทั่วไป คือ การวัดศักยภาพในการเรียนในมหาวิทยาลัยให้ประสบความสำเร็จ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ
1. ความสามารถในการอ่าน เขียน คิดวิเคราะห์ และแก้โจทย์ปัญหา หรือเรียกง่าย ๆ ว่า GAT เชื่อมโยง 50 %
2. ความสามารถในการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ หรือเรียกง่าย ๆ ว่า GAT ภาษาอังกฤษ 50 %
PAT (Professional and Academic Aptitude Test) หรือ ความถนัดทางวิชาชีพและวิชาการ คือ การวัดความรู้พื้นฐานและศักยภาพที่จะเรียนในวิชาชีพนั้น ๆ ให้ประสบความสำเร็จ มี 7 ประเภท คือ
1. PAT 1 ความถนัดทางคณิตศาสตร์
2. PAT 2 ความถนัดทางวิทยาศาสตร์
3. PAT 3 ความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์
4. PAT 4 ความถนัดทางสถาปัตยกรรมศาสตร์
5. PAT 5 ความถนัดทางวิชาชีพครู
6. PAT 6 ความถนัดทางศิลปกรรมศาสตร์
7. PAT 7 ความถนัดทางภาษาต่างประเทศ
   PAT 7.1 ภาษาฝรั่งเศส
   PAT 7.2  ภาษาเยอรมัน
   PAT 7.3  ภาษาญี่ปุ่น
   PAT 7.4  ภาษาจีน
   PAT 7.5  ภาษาอาหรับ
   PAT 7.6  ภาษาบาลี
ข้อควรรู้เกี่ยวกับ GAT/PAT
- 1 ปีการศึกษา สามารถสอบได้ 2 ครั้ง ใช้ยื่นได้ทั้งรอบรับตรงและรอบ Admissions
- ไม่ต้องสอบทุกวิชา เลือกสอบเฉพาะวิชาที่ใช้ก็พอ
- เด็กซิ่วสามารถสอบ GAT/PAT ใหม่ได้ทุกปี

รูปแบบเกณฑ์การคัดเลือกของรับตรง
แต่ละคณะหรือมหาวิทยาลัยจะมีการกำหนดเกณฑ์การคัดเลือกที่แตกต่างกัน เช่น
- GPAX + สัมภาษณ์
- สอบข้อเขียน + สัมภาษณ์
- GAT/PAT + สัมภาษณ์
- 9 วิชาสามัญ + สัมภาษณ์
- GAT/PAT + 9 วิชาสามัญ + สัมภาษณ์
- O-NET + GAT/PAT + สัมภาษณ์
- O-NET + สอบข้อเขียน + สัมภาษณ์

รับตรงที่เข้าร่วมเคลียริงเฮาส์ (Clearing-house)
เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เปิดรับตรงและโควตามากขึ้น และมีผู้ที่สอบติดรับตรงและโควตาในหลายแห่ง ยืนยันสิทธิ์การเข้าศึกษามากกว่า 1 แห่ง และยอมชำระค่าธรรมเนียมการศึกษาในมหาวิทยาลัยที่สอบติดทุกแห่ง แต่ไม่แจ้งสละสิทธิ์ไปยังมหาวิทยาลัยที่ไม่เข้าศึกษา ทำให้มหาวิทยาลัยเหล่านั้นไม่สามารถรับนักศึกษาทดแทนได้ทันก่อนเปิดภาคเรียน ทำให้เกิดที่เรียนว่างเป็นจำนวนมาก สอท. จึงใช้ระบบ Clearing-house โดยการรวบรวมและประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกในระบบรับตรงและโควตาของ สถาบันต่าง ๆ ที่มีข้อตกลงในการใช้ระบบ Clearing-house นักเรียนที่สอบติดรับตรง ในมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วม มีสิทธ์เลือกยืนยันสิทธิ์เข้าศึกษาได้เพียง 1 ที่เท่านั้น หลังจากนั้นก็จะถูกส่งรายชื่อเพื่อตัดสิทธ์ Admissions หากไม่ดำเนินการใด ๆ จะถือว่าผู้นั้นสละสิทธิ์การเข้าศึกษาในระบบตรง

รายชื่อมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมระบบ เคลียริงเฮาส์ ปีการศึกษา 2559 (ปี 2560 ยังไม่มีประกาศ)
1. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
2. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
3. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
4. มหาวิทยาลัยทักษิณ
5. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
6. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
7. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
8. มหาวิทยาลัยนครพนม
9. มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
10. มหาวิทยาลัยมหิดล
11. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
12. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
13. มหาวิทยาลัยศิลปากร
14. กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย
15. วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมุงกุฏเกล้า
16. มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
17. มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
18. มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์
19. มหาวิทยาลัยศรีปทุม
20. มหาวิทยาลัยสยาม
21. มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต
22. มหาวิทยาลัยนอร์ทเชียงใหม่
23. มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ
24. มหาวิทยาลัยปทุมธานี
25. วิทยาลัยเซาธ์อีสบางกอก
26. สถาบันเทคโนโลยีแห่งสุวรรณ
- บางโครงการใน 26 มหาวิทยาลัยก็ไม่ต้องยืนยันสิทธิ์ผ่านระบบเคลียริงเฮาส์
- นักเรียนที่สอบติด จะได้รับรหัสการยืนยันจากทางมหาวิทยาลัย สอบติดหลาย ใช้รหัสจากที่ใดก็ได้
- ยืนยันสิทธิ์แล้ว สามารถเปลี่ยนได้ 3 ครั้ง

รับตรงที่ไม่เข้าร่วมเคลียริงเฮาส์ (Clearing-house)
มหาวิทยาลัยไม่เข้าร่วมเคลียริงเฮาส์ แต่ตัดสิทธิ์แอดมิชชั่น ก็มีหลายโครงการ นักเรียนสามารถตรวจสอบเงื่อนไขการยืนยันสิทธิ์ได้ในระเบียบการสมัครของโครงการนั้น ๆ 

เส้นทางสู่คณะแพทย์ ทันตะ และสัตวแพยทย์
“กสพท" เป็นการสอบคัดเลือกระบบรับตรงของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย เพื่อรับบุคคลเข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์, คณะทันตแพทยศาสตร์ และคณะสัตวแพทยศาสตร์ ถือเป็นรับตรงอีกประเภทหนึ่งซึ่งเป็นช่องทางหลักของการสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ เพราะคณะแพทยศาสตร์มีเฉพาะรอบรับตรงของมหาวิทยาลัยและรับตรงผ่าน กสพท. เท่านั้น ไม่มีรอบ Admissions ส่วนคณะทันตแพทยศาสตร์ และคณะสัตวแพทยศาสตร์ มีทั้งรอบรับตรงและ Admissions
เกณฑ์การคัดเลือกของ กสพท.
- วิชาความถนัดแพทย์ 30%
- 9 วิชาสามัญ 70% (คณิตศาสตร์ 1, ฟิสิกส์, เคมี, ชีววิทยา, ภาษาไทย, ภาษาอังกฤษ, สังคม)

แอดมิชชั่น (Admissions)
"แอดมิชชั่น (Admissions)" คือ ระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาระบบกลาง ซึ่งดำเนินการโดยสมาคมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (สอท.) ระบบการคัดเลือกนี้น้อง ๆ สามารถเลือกคณะและสาขาวิชาได้ 4 อันดับ โดยมีเกณฑ์การคัดเลือกจากองค์ประกอบและค่าร้อยละของ GPAX 20%, O-NET (5 วิชา) 30% และ GAT/PAT 50%
องค์ประกอบและค่าร้อยละของ Admissions ปี 2559 (ปีการศึกษา 2560 ยังไม่มีประกาศ)
กลุ่มคณะGPAX ONETGAT PAT
1.สัตวแพทยศาสตร์, สหเวชศาสตร์, 20%30%20% PAT 2 30%
 สาธารณสุขศาสตร์, เทคนิคการแพทย์,    
 พยาบาลศาสตร์, วิทยาศาสตร์กีฬา    
 ทันตแพทยศาสตร์ 20%30%20% PAT 1 10%, PAT 2 20%
 เภสัชศาสตร์ 20%30%10% PAT 2 40%
2.วิทยาศาสตร์, ทรัพยากรธรรมชาติ 20%30%10% PAT 1 10%, PAT 2 30%
 เทคโนโลยีสารสนเทศ 20%30%10% PAT 1 20%, PAT 2 20%
3.วิศวกรรมศาสตร์ 20%30%15% PAT 2 15%, PAT 3 20%
4.สถาปัตยกรรมศาสตร์ 20%30%10% PAT 4 40%
5.เกษตรศาสตร์, อุตสาหกรรมเกษตร, 20%30%10% PAT 1 10%, PAT 2 30%
 วนศาสตร์, เทคโนโลยีเกษตร    
6.บริหารธุรกิจ ,พาณิชยศาสตร์ 20%30%30% PAT 1 20%
 การบัญชี, เศรษฐศาสตร์    
 การท่องเที่ยวและการโรงแรม    
 รูปแบบที่ 1 20% 30% 50% 
 รูปแบบที่ 2 20% 30% 40% PAT 7 (เลือก 1 วิชา) 10%
7.ครุศาสตร์, ศึกษาศาสตร์, พลศึกษา, สุขศึกษา    
 รูปแบบที่ 1 20%30%20% PAT 5 30%
 รูปแบบที่ 2 20%30%10% PAT 5 20%, PAT 1/2/3/4/6/7 (เลือก 1 วิชา) 20%
8.ศิลปกรรมศาสตร์, วิจิตรศิลป์, ศิลปประยุกต์, 20%30%10% PAT 4/6 (เลือก 1 วิชา) 40%
 ดุริยางคศิลป์, นาฏศิลป์,    
 ศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์, ศิลปะการออกแบบหัตถอุตสาหกรรม    
9.มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, นิเทศศาสตร์,    
 วารสารศาสตร์, อักษรศาสตร์, ศิลปศาสตร์,    
 มนุษยศาสตร์, รัฐศาสตร์, นิติศาสตร์    
 สังคมวิทยา, สังคมสงเคราะห์ศาสตร์    
 พื้นฐานวิทยาศาสตร์ 20%30%30%PAT 1 20%
 พื้นฐานศิลปศาสตร์ รูปแบบที่ 1 20%30%50% 
 พื้นฐานศิลปศาสตร์ รูปแบบที่ 2 20%30%30% PAT 7 (เลือก 1 วิชา) 20%

ปฏิทิน Admissions ปี 60
GAT/PAT ครั้งที่ 1/2560
 
สมัคร 10 - 29 ส.ค. 59 
สอบ 29 ต.ค. - 1 พ.ย. 59
ประกาศผลสอบ 15 ธ.ค. 59

9 วิชาสามัญ ปีการศึกษา 2560
สมัคร 5 - 24 ต.ค. 59 
สอบ 24 - 25 ธ.ค. 59 
ประกาศผลสอบ 25 ม.ค. 60 

O-NET ประจำปีการศึกษา 2559 
สอบ 18 - 19 ก.พ. 60 
ประกาศผลสอบ 20 มี.ค. 60 

GAT/PAT ครั้งที่ 2/2560 
สมัคร 7 - 26 ธ.ค. 59 
สอบ11 - 14 มี.ค. 60 
ประกาศผลสอบ 20 เม.ย. 60

เคลียริ่งเฮาส์ ประจำปีการศึกษา 2560
นักเรียนยืนยันสิทธิ์ผ่านระบบเคลียริ่งเฮาส์ 25 - 28 เม.ย. 60 

Admissions ปีการศึกษา 2560
จำหน่ายระเบียบการ 16 - 27 พ.ค. 60 
รับสมัคร 20 - 27 พ.ค. 60 
ชำระเงินค่าสมัคร 20 - 29 พ.ค. 60 
ผู้สมัครตรวจสอบคะแนนที่ใช้ในการคัดเลือกแอดมิชชั่น 7 - 9 มิ.ย. 60 
ประกาศชื่อผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ 15 มิ.ย. 60 
สอบสัมภาษณ์ 23 - 26 มิ.ย. 60 
ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าศึกษา 10 ก.ค. 60

นี่ก็คือรูปร่างหน้ารูปแบบข้อสอบต่างๆที่น้องๆ ม.6 ปีนี้ต้องเจอ หวังว่าน้องๆหลังจากได้อ่านบทความนี้ก็น่าจะเข้าใจระบบรับตรงมากขึ้นนะครับ ซึ่งถ้าเข้าใจแล้วขั้นตอนต่อไปก็คือการเตรียมตัวครับ ติดก่อนมีสิทธิ์ก่อนไม่ต้องรอแอดนะครับ 


อ้างอิงข้อมูล
- พี่แฮนด์ ธารา

- สทศ.
- กสพท

เป็นกำลังใจให้ทุกคน

ทำความรู้จัก 9 วิชาสามัญ
#ปั่นว่างั้น
ณัฐพงษ์ ก้อนนาค  (พี่ปั่น)
- ช่องทางพูดคุยกัน -

จะสอบ GAT/PAT ควรปฏิบัติ จะสอบ GAT/PAT ควรปฏิบัติ จะสอบ GAT/PAT ควรปฏิบัติ
facebook : Natthapong Konnak
twitter : @pansg1
LINE : pansg1
 

loading...


โดย PANN MISSIONS ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 11 พ.ย. 59 00:24 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 2,497 ครั้ง

แชร์หน้านี้

ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 2,497 ครั้ง ตอบ 0 ครั้ง)

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่


เรื่องที่เกี่ยวข้อง