แก้ปัญหาคุณภาพการศึกษาไทย : เราจะเริ่มที่ไหนดี?

ลบ แก้ไข

http://thai.cri.cn/chinaabc/chapter8/images/gaozhong.jpg (รูปภาพจากเว็บไซต์)

 ปัญหา คุณภาพการศึกษากลายเป็นโรคเรื้อรังของประเทศไทย ที่ถึงแม้จะมีความพยายามปฏิรูปมากว่า 10 ปี ตั้งแต่รอบแรกในปี พ.ศ. 2542 จนถึงปัจจุบันรอบสองตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 แต่ก็ยังไม่สามารถรักษา หรือแม้แต่บรรเทาอาการป่วยได้ 

     สาเหตุของปัญหาที่กล่าวถึงกันมีมากมายจนมองไม่เห็นหนทางว่าจะรักษากันอย่าง ไร และจะเริ่มกันที่จุดใด   ซ้ำร้าย การแก้ไขปฏิรูปในบางด้านกลับยิ่งทำให้ปัญหาแย่ลง เช่น ระบบประกันคุณภาพเพิ่มภาระงานเอกสารให้ครู ทำให้ครูมีเวลาในการเตรียมสอนน้อยลง  โดยยังไม่สามารถทำให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้นอย่างจับต้องได้เลย 

     คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า ความล้มเหลวในการปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมา มีสาเหตุจากความขาดแคลนทรัพยากร แต่ความเชื่อนี้ไม่ถูกต้อง เพราะในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา งบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่า จนปัจจุบันสัดส่วนงบประมาณการศึกษาต่อจีดีพี และต่องบประมาณรวมของไทย อยู่ที่ร้อยละ 4 และร้อยละ 20 ตามลำดับ ซึ่งไม่ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกันแล้ว 

     ขณะเดียวกันเงินเดือนเฉลี่ยของครูโรงเรียนรัฐบาล ก็เพิ่มสูงขึ้นจากประมาณ 1.5 หมื่นบาท ในปี 2544 เป็นประมาณ 2.4 หมื่นในปี 2553 (ข้อมูลจากการสำรวจภาวะแรงงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ) อีกทั้งนักเรียนไทยยังใช้เวลาเรียนในห้องเรียนมากกว่านักเรียนประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน ทั้งนี้ยังไม่ต้องกล่าวถึงเงินทองและเวลาของผู้ปกครองและนักเรียนอีกมากมาย ที่หมดไปกับการกวดวิชา   

  
*  งบประมาณการศึกษาไทยไม่ได้น้อยกว่าประเทศอื่น

 

 

 

ที่มา : ธนาคารโลก 

--------------------- 

     ...แม้งบการศึกษาที่เพิ่มขึ้นอาจช่วยให้เด็กวัยเรียนจากครอบครัวยากจน เข้าถึงการศึกษามากขึ้นในเชิงปริมาณก็ตาม ผลการเรียนของนักเรียน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญของคุณภาพการศึกษาโดยรวมกลับตกต่ำ

     ดังจะเห็นได้จากผลคะแนนสอบนักเรียนไทยไม่ว่าจะวัดจากข้อสอบมาตรฐานในประเทศ อย่าง O-NET หรือระหว่างประเทศอย่าง PISA และ TIMSS มีแนวน้มลดลงและต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านยกเว้นอินโดนีเซีย ในขณะเดียวกัน ก็ปรากฏข่าวนักเรียนไทยจากโรงเรียนมีชื่อเสียงในกรุงเทพฯ สามารถสอบแข่งขันได้เหรียญรางวัลระดับโลกต่างๆ อยู่ทุกปี

     ...ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนในพื้นที่ต่างๆ และชี้ว่าการพัฒนาคุณภาพของโรงเรียนไทยที่ผ่านมาเป็นไปอย่างไม่ทั่วถึง 

คะแนนเฉลี่ย PISA และ TIMSS ของไทยและประเทศเพื่อนบ้าน 

 

 ที่มา : PISA และ TIMSS

 

--------------------------

     การยกระดับคุณภาพการศึกษา มิใช่เรื่องสิ้นหวัง แต่เป็นสิ่งที่ทำได้จริงในเวลาไม่เกิน 1 ทศวรรษ
     ดังตัวอย่างของประเทศต่างๆ เช่น ชิลี ลัตเวีย และประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายเคยทำได้มาแล้ว หากแต่ข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษา ที่ผ่านมาในประเทศไทยยังคงกระจัดกระจายตามความเข้าใจต่อปัญหาที่แตกต่างกัน ซึ่งทำให้ไม่สามารถสรุปได้ว่าควรจะเริ่มแก้ที่ปัญหาที่จุดใดก่อน  

     ในความเห็นของผู้เขียน การแก้ปัญหาให้สำเร็จจะต้องเริ่มจากวิชาการที่ถูกต้องก่อน การศึกษาที่ผ่านมามีข้อค้นพบต่างๆ ที่สำคัญหลายประการคือ 

     หนึ่ง ลำพังการเพิ่มทรัพยากรเช่นงบประมาณทางการศึกษา ไม่รับประกันความสำเร็จในการเพิ่มคุณภาพการศึกษา 

     สอง คุณภาพของครูช่วยให้นักเรียนมีผลการเรียนดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ  

     สาม ต้องมีกลไกในการสร้าง "ความรับผิดชอบ" (accountability) ในการจัดการศึกษาที่ชัดเจน

     โดยเรื่องที่สาม เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากในการปฏิรูประบบการศึกษา เพราะจะทำให้เรื่องอื่นๆ สำเร็จหรือล้มเหลวไปด้วย เช่น แม้เราสามารถลงทุนให้ครูมีคุณภาพเพิ่มขึ้น แต่หากระบบที่เป็นอยู่ทำให้ครูไม่สนใจนักเรียนอย่างเต็มที่ เพราะยุ่งกับการทำงานเอกสารหรือทำงานวิชาการเพื่อเลื่อนตำแหน่ง การเพิ่มคุณภาพครูก็จะส่งผลไปไม่ถึงนักเรียน     

     ใจกลางของปัญหาคุณภาพการศึกษาไทยจึงไม่ใช่การขาดทรัพยากร แต่เป็น "การขาดประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร" อัน เนื่องมาจาก "การขาดความรับผิดชอบ" ของระบบการศึกษาต่อนักเรียนและผู้ปกครองนั่นเอง การเริ่มการปฏิรูปคุณภาพการ ศึกษา จึงต้องมุ่งตรงไปที่การสร้างความรับผิดชอบของผู้จัดการศึกษาทั้งภาครัฐ โรงเรียนและครู

     โดยหัวใจของ "ความรับผิดชอบ" ก็คือ ความสำเร็จของระบบการศึกษา โรงเรียนและครู จะต้องวัดจากสัมฤทธิผลทางการศึกษาของนักเรียนเป็นหลัก ไม่ใช่โรงเรียนเกือบทั้งหมดผ่านการประเมินคุณภาพโดย สมศ. และครูก็ได้เลื่อนขั้นเงินเดือนและวิทยฐานะ  ทั้งที่ผลการเรียนของนักเรียนแย่ลงจนถึงขั้น "อ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้-คิดไม่เป็น" อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน 

     ความรับผิดชอบในการจัดการศึกษา คือ อะไร และจะสร้างขึ้นมาในประเทศไทยได้อย่างไร เป็นเรื่องสำคัญที่ขออธิบายขยายความในตอนต่อไป

 

* ดร.อัมมาร สยามวาลา 

   สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

Credit : Unigang

 




โดย RAC 8 ริ้ว ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 10 ก.พ. 55 16:55 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 35,552 ครั้ง


ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 35,552 ครั้ง ตอบ 0 ครั้ง)

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่


เรื่องที่เกี่ยวข้อง