เรียนฟรี 15 ปีมีคุณภาพ...ประชานิยมเกินไป

ลบ แก้ไข

นโยบาย การเรียนฟรี 15 ปี มีคุณภาพเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ที่ทุ่มเงินกว่า 18,258 ล้านบาท เพื่อให้นักเรียน 11.8 ล้านคนได้เรียนฟรีโดยรัฐบาลจ่ายให้ทั้งค่าเทอม หนังสือตำราเรียน อุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียน และกิจกรรมพิเศษ ในช่วงระยะเวลา 4 เดือนเศษกระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างเต็มที่ทุกภาคส่วน การประชาพิจารณ์ การประชาสัมพันธ์ การประชุมชี้แจง การเปิดสายด่วน และอื่นๆ สุดท้ายเมื่อมีการเปิดเทอมการศึกษานโยบายเรียนฟรี 15 ปีมีคุณภาพ มีเสียงทั้งการตอบรับ สนับสนุนเห็นด้วย ต้องการให้มีทุกปี ในขณะเดียวกันปัญหาอุปสรรค ข้อจำกัดต่างๆ ก็เกิดขึ้นมากมายเช่นเดียวกัน ดังเช่น เรียนฟรีไม่จริง โรงเรียนยังเก็บเงินเพิ่มอีกมาก จำนวนคนสละสิทธิมีน้อย คุณภาพการศึกษามีแนวทางปฏิบัติอย่างไร เพื่อประมวลข้อดี จุดเด่น ข้อปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการให้ดียิ่งขึ้นเพื่อสานต่อนโยบายในปีต่อๆ ไป

ข้อดีเด่นนโยบายเรียนฟรี 15 ปีมีคุณภาพเกิดขึ้นกับประชาชนทั่วไปที่ได้รับสิทธิประชานิยมอย่างทั่วถึง ทุกระดับชั้น คนยากดีมีจน หาเช้ากินค่ำ คนร่ำรวยมีฐานะทุกคนได้รับโอกาสนี้เท่าเทียมกัน กลุ่มคนรากหญ้า ในชนบทห่างไกล ชุมชนแออัด ผู้มีรายได้น้อย โรงเรียนขนาดเล็กด้อยคุณภาพจะพึงพอใจนโยบายนี้เป็นที่สุด เพราะจ่ายเป็นเงินสดถึงมือประชาชนโดยตรง ลดภาระค่าใช้จ่าย ความเดือดร้อนตอนเปิดเทอม การกู้หนี้ยืมสินได้ในระดับหนึ่ง เป็นการเพิ่มโอกาสและการเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานและอาชีวศึกษาได้เพิ่ม ขึ้น รัฐบาลได้ทำตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2550 และการปฏิบัติตามนโยบายที่แถลงไว้กับรัฐสภา ผลสำเร็จนี้ทำให้รัฐบาลได้คะแนนเสียงไม่น้อยจากภาพประชาสังคม รัฐมนตรีได้ผลงานประชานิยมชัดเจนประเมินการปฏิบัติงานในรอบ 6 เดือนน่าจะสอบผ่านแบบไม่มีปัญหา ยิ่งกว่านั้นผลงานนี้ยังทำให้ภาพพจน์ของกระทรวงศึกษาธิการที่เป็นไดโนเสาร์ เต่าพันปีกระฉับกระเฉงขึ้นจากการทำงานแบบทุ่มเทในระยะเวลาที่ผ่านมา

ข้อ ด้อย จุดอ่อน ปัญหาที่เกิดขึ้นมีหลายด้านเช่นเดียวกันนับแต่ฟรีไม่จริง โรงเรียนยังเก็บเงินเพิ่มอีกมากมายหลายรายการนับแต่การสอนเสริมวิชาต่างๆ ค่าวิทยากรภายนอก ค่าสมาชิก กิจกรรมพิเศษต่างๆ ผู้ปกครองต้องจ่ายเพิ่มประมาณ 1,000-3,000 บาท เรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบการเรียกเก็บเงินแบบไม่มีใบเสร็จ การโหมประชาสัมพันธ์เชิงสิทธิ+ฟรี เพื่อประชานิยม+คะแนนเสียง จนละเลยหลักการ และความน่าจะเป็นหลายประการดังเช่น การสละสิทธิของผู้มีฐานะ ชนชั้นกลางขึ้นไปรวมถึงเด็กนักเรียนที่มาจากครอบครัวที่ช่วยตัวเองได้มี จำนวนต่ำมากคือ ประมาณ 70,000-100,000 คน คิดเป็น 5-6% จากยอดเด็ก 11.8 ล้านคน ยอดเงินสละสิทธิมีเพียง 40-50 ล้านบาท จากยอดทั้งหมด 18,258 ล้านบาท คิดเป็น 0.25% เท่านั้น ส่วนใหญ่ใช้สิทธิเรียนฟรีเกือบทั้งหมดทั้งที่รัฐบาลได้พยายามชักจูงให้ ประชาชนผู้มีรายได้ ฐานะดี สละสิทธิ เพื่อช่วยเหลือเด็กขัดสนยากจน โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร 600 แห่ง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเลย กระบวนการสร้างจิตสาธารณะด้วยนโยบายประชานิยมนี้สอบไม่ผ่าน การสละสิทธิมีขั้นตอนยุ่งยากไม่เห็นการเชื่อมโยงของจำนวนเงินที่เสียสละลงไป สู่เด็กและโรงเรียนอย่างเป็นรูปธรรมเกิดทัศนคติเป็นลบในการสละสิทธิ การยกย่องส่งเสริมบัตรเกียรติคุณ การเชิญชวนเพื่อทำให้เกิดคุณภาพแก่เด็กด้อยโอกาสมีน้อยมาก สุดท้ายคนที่ยอมเสียสิทธิปีนี้อาจรับสิทธิ์แทนถ้ายังไม่แก้ไขจุดอ่อนนี้ การกระจายงบประมาณลงไปสู่เด็กนักเรียนทุกคน ปูพรมไปทั่วแม้กระทั่งโรงเรียนเอกชนดี เด่น ดัง โรงเรียนในเมืองที่อยู่ได้ก็ได้รับอานิสงส์นโยบายนี้ไปด้วยถึงร้อยละ 70 ทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็นถึงขนาดนี้ กล่าวได้ว่าการดำเนินการเรื่องสละสิทธิของคนมีฐานะเพื่อช่วยเหลือคนยากจน ด้อยกว่า จนนำไปสู่จิตสาธารณะเพื่อคุณภาพและโอกาสการศึกษาที่เท่าเทียมกัน เป็นจุดอ่อนสูงสุดของนโยบายนี้ที่ควรมี ผู้สละสิทธิ 15-20% ตามโครงสร้างรายได้ประชากร การกระจายเป็นประชานิยมการเมือง โดยไม่คิดหลักการต้องช่วยเหลือคนขัดสนยากจนก่อนอย่างเต็มที่แต่เฉลี่ยเท่า กันยิ่งทำให้ช่องว่างคนรวยคนจนยิ่งถ่างเพิ่มขึ้นไปอีก

นโยบายเรียน ฟรี 15 ปีมีคุณภาพในภาพร่วมถือว่าสอบผ่านได้ครึ่งหนึ่งแล้ว ในเรื่องเรียนฟรี 5 รายการ แต่ในเชิงคุณภาพยังคงต้องผลักดันและเป็นงานที่ยากกว่าการให้ฟรีซึ่งเป็นจุด ที่ด้อยที่สุดที่กระทรวงศึกษาธิการบริหารจัดการแทบไม่เป็น เป็นเรื่องของการปฏิรูประบบย่อย การเรียนรู้ในห้องเรียน นอกห้องเรียน โครงงาน กิจกรรมต่างๆ ทักษะชีวิต คุณลักษณะ จริยธรรม ค่านิยมพึงประสงค์ ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ และอื่นๆ สิ่งเหล่านี้จะเริ่มต้นอย่างไรมีนโยบายทิศทางที่ชัดเจนเพียงใด แนวทางปฏิบัติครู นักเรียน ชุมชน ผู้บริหารระดับล่างสุดมีปฏิสัมพันธ์เช่นไร จึงจะเกิดคุณภาพที่แท้จริงได้ การประชาพิจารณ์ ปรึกษาหารือหาทางเลือกและทางออกดูเป็นคำถามที่ท้าทายยิ่งต่อเรื่องนี้ อยากให้นโยบายเรียนฟรี 15 ปีมีคุณภาพไม่เลือกประชานิยมสุดโต่งแต่ให้เติมเต็มเรื่องหลักการ ความถูกต้องทางการศึกษามากกว่านี้ นโยบายนี้จึงจะเกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่ายอย่างแน่นอน

โดย สมพงษ์ จิตระดับ สุอังคะวาทิน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


มติชนรายวัน : หนังสือพิมพ์คุณภาพ
เพื่อคุณภาพของประเทศ
ติดตามเรื่องราวดีๆได้ที่ www.urrac.com/rangsit
 
 




โดย P'Hand RAC ลาดพร้าว ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 29 พ.ค. 52 09:27 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 29,282 ครั้ง


ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 29,282 ครั้ง ตอบ 0 ครั้ง)

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่


เรื่องที่เกี่ยวข้อง