เพชรสังฆาต สกัดริดสีดวงทวาร

ลบ แก้ไข

ครหนอ ? ช่างเป็นผู้รู้ซึ้งถึงการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายคนเราอย่างดี เมื่อปลดทุกข์ออกเมื่อใดความสุขโล่งจะมาโดยฉับพลัน เหตุนี้เองที่ใครคนนั้นยกระดับเรียกห้องส้วมว่า “ ห้องสุขา ” เพราะเมื่อเดินเข้าไปพร้อมทุกข์เบาหรือทุกข์หนัก พอเดินกลับออกมาทุกคนจะพบความสุขเสมอกัน แต่ห้องสุขาก็ไม่สามารถเยียวยาความทุกข์ชนิดอื่นๆ
จากการขับถ่ายได้ เช่น นิ่ว ท้องผูก ท้องเสีย และริดสีดวงทวาร

อาการและโรคเช่นนี้ต้องพึ่งยา ซึ่งผ่านมาหลายสิบปีคนไทยนอกจากพึ่งยาแล้ว ยังต้องพึ่งต่างชาติทำยาให้เรากินด้วย จนมีคำพูดปลุกจิตสำนึกว่า “ การขับถ่ายของคนไทยยังต้องพึ่งน้ำมือฝรั่ง ” ทั้งๆที่สมุนไพรในบ้านเรามีดีมากมายคอยช่วยปัญหาท้องไส้ได้ นอกจากความภูมิใจที่ไม่ต้องให้ใครมาล้วงก้นเราแล้ว เงินตรายังไม่ไหลออกนอกประเทศ นี่คือรูปธรรมเศรษฐกิจชุมชนแบบพอเพียงและพึ่งตนเองอย่างแท้จริง

แนวคิดที่ว่านี้มีกลุ่มคนจำนวนไม่มากพยายามปฏิบัติอย่างจริงจังมาเป็นเวลากว่า ๑๐ ปี ผลสำเร็จที่เห็นคือคนไทยหันมาบริโภคสมุนไพรมากขึ้น วงการอุตสาหกรรมขนาดเล็กใหญ่ก็เร่งผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรมากขึ้น แต่ที่ยังเบาบาง คือการจ่ายยาสมุนไพรในโรงพยาบาล หรือสถานพยาบาลต่างๆ ยังจ่ายยาสมุนไพรไม่มากนัก ทั้งๆที่สิ่งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในวงการสุขภาพของไทย

อย่างไรก็ตามมีเรื่องเล่าสู่กันฟังให้เกิดกำลังใจยิ่งขึ้น เมื่อช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี้ คณะผู้วิจัยประกอบด้วยกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข หน่วยปฏิบัติการวิจัยเภสัชศาสตร์สังคม คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมูลนิธิสุขภาพไทย ได้ลงพื้นที่สำรวจสถานบริการของรัฐและเอกชนหลายแห่งใน 4 ภูมิภาคของประเทศไทย ภายใต้ “ โครงการวิจัย
บูรณาการการแพทย์แผนไทยเข้าสู่ระบบบริการสาธารณสุขแผนปัจจุบัน ” ซึ่งวางเป้าหมายให้ประชาชนได้รับบริการ ที่มีประสิทธิภาพจากการบูรณาการการแพทย์แผนไทยกับการบริการการแพทย์แผนปัจจุบันอย่างเหมาะสม งานวิจัยนี้เพิ่งเริ่มต้น ยังใช้เวลาอีกเป็นปีๆ แต่เมื่อพบสิ่งดีๆ จึงอยากนำมาเล่าสู่กันฟังก่อน ณ โรงพยาบาลบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก และโรงพยาบาลแม่ออน จ.เชียงใหม่ การเยี่ยมชม ๒โรงพยาบาลนี้
พบว่าผู้อำนวยการโรงพยาบาล เภสัชกรและพยาบาลมีความตั้งใจสูงในการนำสมุนไพรมาใช้ในโรงพยาบาลอย่างมาก โดยเฉพาะยาสมุนไพรที่เวลานี้นำมาทดแทนยาฝรั่งแบบ ๑๐๐% เป็นที่อิ่มเอิบใจคนในวงการสมุนไพรมากสมุนไพรที่ว่านี้ช่วยลบคำสบประมาทที่ต้องไปพึ่งต่างชาติได้ด้วย นั่นคือ เพชรสังฆาต แก้ริดสีดวงทวาร

หมอและเภสัชจ่ายยาเพชรสังฆาตแคปซูล ให้ผู้ป่วยรักษาโรคริดสีดวงทวาร โดยยกเลิกยา Daflon หรือยาฝรั่งแก้โรคริดสีดวงทวารทั้งหมด ชาวบ้านคนไหนคิดอยากกินยาฝรั่งได้แต่หวนรำลึกนึกถึงอย่างเดียว ไม่มีทางได้ยานี้จากมือหมอของ ๒ โรงพยาบาลนี้อีกต่อไป โดยเฉพาะโรงพยาบาลแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ทำงานวิจัยเรื่องนี้มากับมือ จึงมั่นใจมาก ซึ่งโดยทั่วไปถ้ากินยาเพชรสังฆาตไปสัก ๕ วัน อาการริดสีดวงบรรเทาหายไปได้แต่คุณหมอกำชับว่า พฤติกรรมที่ทำให้ท้องผูกต้องปรับปรุงด้วย

ต้นเพชรสังฆาต เป็นไม้เถาเลื้อย ลำต้นรูปสี่เหสี่ยมเป็นครีบ ผิวเรียบ มีรอยคอดบริเวณข้อ ใบเดี่ยว ออกข้อละ 1 ใบบริเวณปลายเถา ตรงข้ามใบมีมือเกาะ รูปสามเหลี่ยมหรือรูปไข่ กว้าง 3-8 ซม. ยาว 4-10 ซม. ขอบใบหยักมนเนื้อใบค่อนข้างหนาดอกช่อ ออกตรงข้ามใบ ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกด้านนอกสีเขียวแกมเหลือง โคนกลีบมีแถบสีแดงกลีบด้านในสีขาว แกมเขียว ผลเป็นผลสด รูปกลม เพชรสังฆาตปลูกง่ายขึ้นง่าย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cissus quadrangularis L. อยู่ในวงศ์ VITACEAE ชาวบ้านบางทีก็เรียกว่า ขั่นข้อ สันชะควด หรือ สามร้อยต่อ

ตำรายาไทย ใช้เถาสดกินแก้ริดสีดวงทวาร วันละ 1 ปล้อง จนครบ 3 วัน โดยหั่นบางๆ ใช้เนื้อมะขามเปียกหรือเนื้อกล้วยสุกหุ้ม แล้วกลืนเข้าไป อย่าได้เคี้ยวกินเด็ดขาดเพราะเถาเพชรสังฆาตสดๆ จะทำให้คันคอ ซึ่งคนโบราณเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จึงตักเตือนต่อๆกันมา การศึกษาในปัจจุบันพบว่า อาการคันคอเกิดจากเพชรสังฆาตมี Calcium oxalate มาก อาจทำให้แพ้และเกิดการอักเสบในทางเดินอาหารได้ คนโบราณจึงมีวิธีการรับประทานโดยไม่ให้เกิดอาการระคายเคืองหรือเกิดน้อยที่สุด

เพชรสังฆาตเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งมีศักยภาพสูง แม้ว่าจะมีการศึกษาวิจัยยังไม่มากนัก แต่ข้อมูลการใช้จริงในพื้นที่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์พบว่าผู้ที่ทุกข์ทรมานจากริดสีดวงทวารนั้นสามารถสัมผัสความสุขได้ จึงอยากเชิญชวนคนไทยที่กำลังเผชิญกับริดสีดวงทวาร ลองปรุงยาสมุนไพรไทยแก้ปัญหาท้องไส้ของเราเอง

แถมท้ายงานวิจัยให้เห็นศักยภาพของ เพชรสังฆาต ซึ่งช่วยป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ข้อมูลจากสำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ส่งข่าวงานวิจัยมาว่าสารสกัดลำต้นเพชรสังฆาตด้วยเอทานอล สามารถลดการเกิดแผลในกระเพาะอาหารหนูขาวที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นแผลด้วยแอสไพริน เมื่อให้สารสกัดขนาด 250, 500 และ 750 มก./กก. ให้หนูกินนาน 7 วัน ลดการเกิดแผลได้ 40, 71.2 และ 72.6% ตามลำดับ เปรียบเทียบกับ ranitidine ขนาด 30 มก./กก. ลดการเกิดแผล 71.9% ดังนั้น สารสกัดขนาด 500 มก./กก. เป็นขนาดที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากออกฤทธิ์ใกล้เคียงกับ Ranitidine และให้ผลไม่แตกต่างกับขนาด 750 มก./กก. จะลดการทำลายเนื้อเยื่อในกระเพาะอาหาร เมื่อทดสอบความเป็นพิษโดยให้หนูขาวกิน ขนาด 0.5 - 5.0 ก./กก. ไม่พบพิษใดๆ

ยังมีโรงพยาบาลชุมชนอีกหลายแห่งที่ใช้สมุนไพร และยังมีสมุนไพรอีกหลายชนิดที่นำมาทดแทนยาแผนปัจจุบันได้ดี ซึ่งจะนำมาเล่าให้ฟังเป็นระยะๆ เพื่อเพิ่มความภูมิใจในภูมิปัญญาไทยจ๊ะ.
 
 




โดย smith ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 3 พ.ย. 50 16:22 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 65,013 ครั้ง


ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 65,013 ครั้ง ตอบ 3 ครั้ง)

ลบ แจ้งลบ
โดย dearfast555
IP : 124.122.83.***
ต้องกินติดต่อกันกี่วันถึงจะหายอะครับ
แบบแคบซูลอะครับ ผมกินมา1อาทิดละกลัวไม่หาย
ลบ แจ้งลบ
โดย พิมพ์พญา
IP : 125.25.233.***

อยากรุ้ว่าถ้ายังไม่เป้นแต่เริ่มีอาการคัน ๆ แล้วก็เริ่มมีเนื้อยื่นๆ แต่ไม่เจ็บจะเริ่มกินยาได้ไหม แล้วกินนานเท่าไหร่ แล้วยามีผลข้างเคียงอะไรไหม ใครเป็นผุ้รู้ชวยตอยฃบที

ลบ แจ้งลบ
โดย jack
IP : 124.121.58.***
ยังไม่ได้อ่านเลยคับ

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่


เรื่องที่เกี่ยวข้อง