เหตุใดตลาดพันธบัตรเอเชียจึงไม่เติบโต ?

ลบ แก้ไข

ผมตื่นเต้นชะมัด เมื่อครั้งแรกที่ได้ข่าวว่า ท่านนายกรัฐมนตรีของไทย เสนอให้มีการจัดตั้งตลาดพันธบัตรเอเชีย เวลาล่วงไป 2 ปี ความตื่นเต้นของผมมลายสิ้น เมื่อผมพบข้อเท็จจริงที่ว่า ตลาดพันธบัตรเอเชียอาจไม่เติบโต 

พัฒนาการของข้อเสนอการจัดตั้งตลาดพันธบัตรเอเชีย

 หลังวิกฤติการณ์การเงินเอเชีย 2540 บรรดาประเทศในภูมิภาคเอเชียต่างนำเสนอ ข้อเสนอการจัดระเบียบการเงินภายในภูมิภาคเอเชียใหม่ (Asian Financial Architecture) โดยมีเป้าหมายพื้นฐานเพื่อรักษาเสถียรภาพการเงินในภูมิภาคเอเชีย ญี่ปุ่นเสนอให้มีการจัดตั้ง กองทุนการเงินเอเชีย (Asian Monetary Fund: AMF) เพื่อทดแทนบทบาทของ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในภูมิภาคเอเชีย ฮ่องกงเสนอให้มีการจัดตั้ง ธนาคารเอเชียเพื่อการบูรณะและพัฒนา (Asian Bank for Reconstruction and Development: ABRD) เพื่อทดแทนบทบาทของธนาคารโลก (IBRD) ขณะที่ ประเทศไทยเสนอให้มีการจัดตั้ง ตลาดพันธบัตรเอเชีย (Asian Bond Market) และ กองทุนพันธบัตรเอเชีย (Asian Bond Fund) ทักษิณ ชินวัตร เสนอแนวคิดการจัดตั้งตลาดพันธบัตรเอเชียครั้งแรก ในที่ประชุมความร่วมมือเอเชีย (Asian Cooperation Dialogue: ACD) ครั้งที่ 1 ในเดือน มิถุนายน 2545 หลังจากนั้น ข้อเสนอการจัดตั้งตลาดพันธบัตรเอเชียก็กลายสภาพเป็นวาระพิจารณาสำคัญในกรอบความร่วมมือต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชีย อันได้แก่ กรอบความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue: ACD) มีการจัดตั้งคณะทำงานความร่วมมือทางการเงิน กรอบการประชุมรัฐมนตรีคลังเอเปค (APEC Finance Ministers Meeting: APEC FMM) ศึกษาด้านการค้ำประกันตราสารหนี้ และ การจัดอันดับความน่าเชื่อถือของพันธบัตร กรอบการประชุมผู้บริหารธนาคารกลางภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก (Executives’ Meeting of East Asia-Pacific Central Banks: EMEAP) จัดตั้งกองทุนพันธบัตรเอเชีย (Asian Bond Fund) เพื่อเพิ่มความต้องการซื้อพันธบัตร กรอบการประชุมความร่วมมืออาเซียน จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ (ASEAN plus Three) ศึกษาความสัมพันธ์ และ ความร่วมมือด้านการเงิน และ กรอบการประชุมความร่วมมือเอเชีย-ยุโรป (Asia-Europe Meeting: ASEM) ศึกษาความสัมพันธ์และผสานความร่วมมือระหว่าง พันธบัตรยูโร (Euro Bond) และ พันธบัตรเอเชีย (Asia Bond)ข้อเสนอการจัดตั้งตลาดพันธบัตรเอเชียในขั้นแรกเสนอให้ ภาครัฐบาลในภูมิภาคเอเชียสละเงินทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวน 1 เปอร์เซ็นต์ (คาดว่าจะได้เงินทั้งสิ้น 1 หมื่นล้านเหรียญดอลลาร์อเมริกัน) เพื่อจัดตั้งกองทุนพันธบัตรเอเชีย ใช้ในการซื้อพันธบัตรที่ออกโดยรัฐบาล และ วิสาหกิจภูมิภาคเอเชีย

 

เหตุใดจึงมีความต้องการจัดตั้งตลาดพันธบัตรเอเชีย

 วงวิชาการเชื่อว่าความต้องการจัดตั้งตลาดพันธบัตรเอเชียเกิดจากสาเหตุสำคัญ 2 ประการประการแรก เป็นวิวาทะในวงวิชาการเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศช่วงหลัง 2540 ในเรื่องประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากรการเงินของ Market-Based Financial System ที่เหนือกว่า Bank-Based Financial Systemในกรณีภูมิภาคเอเชีย ประเทศส่วนใหญ่ยึดถือ Bank-Based Financial System โดยใช้ภาคธนาคารเป็นตัวกลางการจัดสรรทรัพยากรระหว่างการออมกับการลงทุน ซึ่งต่างจากกรณีสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ที่ยึดถือ Market-Based Financial System ที่ใช้ตลาดทุนเป็นตัวกลางการจัดสรรทรัพยากร ในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ วิสาหกิจที่ต้องการเงินทุนต้องออกหลักทรัพย์เพื่อขายในตลาด โดยผู้มีเงินออมเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะซื้อหลักทรัพย์ที่ออกโดยบริษัทใดประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า Bank-Based Financial System ในกรณีเอเชีย ก่อให้เกิดปัญหาความไร้ประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรหลายประการ อาทิ เมื่อตลาดพันธบัตรไม่มีการพัฒนา Bank-Based Financial System ทำให้ภาคการธนาคารมีขนาดใหญ่เกินไป ธนาคารกลายเป็นผู้ผูกขาดการเป็นตัวกลางทางการเงิน ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ย ไม่สามารถสะท้อนต้นทุนค่าเสียโอกาสในการออมและการลงทุน อันนำไปสู่ ระดับการลงทุนในบางกิจกรรมที่มากหรือน้อยเกินไปประการที่สอง ความไม่สัมพันธ์กันระหว่างการกู้ยืมและการลงทุน หลายโครงการกู้ยืมระยะสั้น เพื่อนำเงินมาสนับสนุนโครงการที่คืนทุนระยะยาว (Maturity Mismatch) ขณะที่หลายโครงการกู้ยืมเป็นเงินตราสกุลต่างชาติ (ดอลลาร์อเมริกัน) และต้องชำระคืนเป็นเงินบาท (Currency Mismatch) ซึ่งลักษณะการกู้ยืมเพื่อการลงทุนดังกล่าวต่างประสบปัญหาเมื่อเกิดการเคลื่อนย้ายทุนออกจากภูมิภาคเอเชีย และ/หรือ เกิดความผันผวนในอัตราแลกเปลี่ยนจากเหตุผลทั้ง 2 ประการ การจัดตั้งตลาดพันธบัตรเอเชียเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาความไร้เสถียรภาพในเอเชีย เนื่องจากธรรมชาติของพันธบัตรเป็นแหล่งเงินทุนที่มีเสถียรภาพ และ ระยะเวลาในการไถ่ถอนก็สามารถคาดการณ์ได้ง่าย

 

เหตุใดตลาดพันธบัตรเอเชียจึงไม่เติบโต ?

            งานวิจัยที่ดีมากอย่างน้อย 2 ชิ้น (ทั้งสองชิ้นมีนักวิจัยไทยร่วมศึกษา 1 คน) ชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคในการเติบโตของตลาดพันธบัตรเอเชีย

            งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า แม้เอเชียตะวันออกจะมีระดับเงินออมที่สูงเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น แต่เนื่องจากการขาดการพัฒนาคุณภาพสาธารณูปโภคพื้นฐานทางการเงิน (Financial Infrastructure) ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานในการจัดตั้งตลาดพันบัตรเอเชีย ทำให้เงินออมในเอเชียมุ่งไปลงทุนในตลาดพันธบัตรภูมิภาคอื่น เช่น ตลาดพันธบัตรใน สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และยุโรป เนื่องจากตลาดดังกล่าวมีต้นทุนธุรกรรมต่ำกว่า และ ความเสี่ยงน้อยกว่า

โดยเงื่อนไขพื้นฐานในการจัดตั้งตลาดพันบัตรเอเชียมีอาทิ 1.      การจัดตั้งกรอบกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายสัญญาที่เกี่ยวข้องในธุรกรรมการเงิน2.      การพัฒนามาตรฐานระบบบัญชีและการเปิดเผยข้อมูล3.      การจัดตั้งสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือของพันธบัตรโดยงานวิจัยชี้ว่า ดัชนีวัดคุณภาพเงื่อนไขพื้นฐานในกรณีเอเชียยังต่ำกว่ามาตราฐานมากเมื่อเทียบกับกรณี สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และยุโรป (ดู ตารางที่ 1)      ตารางที่ 1

ดัชนีคุณภาพสาธารณูปโภคพื้นฐานทางการเงิน

 

ประเทศ

การบังคับใช้สัญญา ประสิทธิภาพของระบบกฎหมาย การฉ้อราษฎร์       บังหลวง ประสิทธิภาพของระบบ   ราชการ มาตรฐานระบบบัญชีและการเปิดเผยข้อมูล
ฮ่องกง ไม่ประกาศ 10.0 8.52 4.14 73

อินโดนีเซีย

1.76 2.50 2.15 1.50 ไม่ประกาศ
เกาหลีใต้ 2.19 6.00 5.30 4.18 68
มาเลเซีย 2.26 9.00 7.38 3.54 79
ฟิลิปปินส์ 1.75 4.75 2.29 1.46 64
สิงคโปร์ 3.22 10 8.22 5.11 79
จีน ไม่ประกาศ 6.75 6.85 ไม่ประกาศ 58
ไทย 2.23 3.25 5.18 4.39 66
ค่าเฉลี่ย 2.24 6.53 5.82 3.47 69.6
ออสเตรเลีย 3.04 10.00 8.52 6.00 80
ญี่ปุ่น 3.16 10.00 8.52 5.89 71
อังกฤษ 3.43 10.00 9.10 6.00 85
สหรัฐอเมริกา 3.55 10.00 8.63 6.00 76
ค่าเฉลี่ย 3.30 10.00 8.69 5.97 78
ที่มา: Herring and Chatusripitak (2000)หมายเหตุ: การบังคับใช้สัญญามีค่าดัชนีในช่วง 0-4 โดยค่ามากหมายถึงมีประสิทธิภาพประสิทธิภาพของระบบกฎหมายมีค่าดัชนีในช่วง 0-10 โดยค่ามากหมายถึงมีประสิทธิภาพการฉ้อราษฎร์บังหลวงมีค่าดัชนีในช่วง 0-6 โดยค่ามากหมายถึงระดับการฉ้อราษฎร์บังหลวงที่น้อยประสิทธิภาพของระบบราชการมีค่าดัชนีในช่วง 0-6 โดยค่ามากหมายถึงมีประสิทธิภาพมาตราฐานระบบบัญชีและการเปิดเผยข้อมูลมีดัชนีในช่วง 0-100 โดยค่ามากหมายถึงมีมาตราฐานที่ดี ยิ่งไปกว่านั้น การที่ภาครัฐบาลในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ดำเนินนโยบายการคลังเกินดุล (Budget surplus) และสมดุล (Budget balance) เป็นระยะเวลานานทำให้ภาครัฐบาลไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพิงตลาดพันธบัตร ในกรณีประเทศไทย ข้อเท็จจริงพบว่า รัฐบาลไทยไม่มีการออกพันธบัตรในช่วงปี 2533 ถึง 2541            นอกจากปัจจัยทางสถาบันข้างต้นที่ด้อยคุณภาพ งานวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าลักษณะธรรมชาติของขนาดประเทศที่เล็ก ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และ การผูกขาดของภาคธนาคาร ล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตของพันธบัตรเอเชีย

 

บทความที่น่าอ่าน

 

ผมอยู่ในยุคที่ท่านนายกรัฐมนตรีชอบอ่านหนังสือ นอกจากชอบอ่านแล้วยังแนะนำหนังสือให้คนรอบข้างอ่านด้วย แต่ด้วยความปัญญาทึบของผม ผมเห็นว่าหนังสือที่ท่านแนะนำให้อ่านส่วนมากล้วนเกี่ยวกับเรื่องการบริหารจัดการ ซึ่งการอ่านน่าจะก่อประโยชน์โภคผลต่อ ธุรกิจครอบครัว และ บริษัทองค์กรที่ท่านสังกัด ผมจึงไม่ค่อยได้อ่าน

            แม้ผมอ่านหนังสือมาน้อยแต่ก็ใจกว้างพอที่จะยอมรับว่าหนังสือเล่มใดดีหรือไม่ เป็นเรื่องรสนิยมโดยแท้เพราะไม่สามารถหาประจักษ์พยานมาพิสูจน์ ความดี ของหนังสือได้ชัดเจน หนังสือที่ขายดีอาจไม่ใช่หนังสือที่ดี และ หนังสือที่ดีอาจไม่ได้ทำให้บริหารองค์กร (ส่วนตัว) เก่ง หรือ ทำให้ร่ำรวยเมื่อพูดถึงบทความน่าอ่าน Terentianus Maurus ปัญญาชนโรมันเคยกล่าวว่า ชะตากรรมของหนังสือขึ้นอยู่กับศักยภาพของผู้อ่าน (The fate of the book depends on the capacity of the reader.) ผมเดาว่าหาก Maurus มาเกิดเป็นปัญญาชนไทยในยุคท่านนายกคงกล่าวว่า
 



loading...


โดย smith ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 5 พ.ย. 50 16:13 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 12,865 ครั้ง

แชร์หน้านี้

ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 12,865 ครั้ง ตอบ 0 ครั้ง)

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่


เรื่องที่เกี่ยวข้อง