สมัคร สุนทรเวช กับถนนปรีดี

ลบ แก้ไข

ปกติผมเป็นคนไม่ชอบการตั้งชื่อสถานที่หรือสิ่งปลูกสร้าง (อาคาร, ถนน, สะพาน, ฯลฯ) หรือแม้แต่สถาบัน (ห้องสมุด, โรงเรียน, ฯลฯ) ตามชื่อคนเท่าไรนัก การตั้งชื่อเหล่านี้มีความสำคัญสำหรับผมในฐานะนักประวัติศาสตร์อาชีพ เฉพาะในแง่ความเป็นหลักฐานที่สะท้อนความคิดความเชื่อและยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น            แต่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ระหว่างนั่งกินก้วยเตี๋ยวราดหน้าแถวบ้านและเปิดหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ที่ร้านดูเพลินๆ ผมก็ต้องแปลกใจกับข่าวเล็กๆในหน้า ๓๔ ที่ว่า นายสมัคร สุนทรเวช ผู้ว่ากทม.ประกาศจะเปลี่ยนชื่อถนนประดิษฐมนูธรรม ซึ่งเป็นถนนที่เชื่อมระหว่างถนนรามอินทรากับถนนพระรามเก้า และตัดผ่านถนนลาด-พร้าว โดยเปลี่ยนส่วนที่เชื่อมระหว่างลาดพร้าวกับพระรามเก้าเป็นชื่อประเสริฐมนูกิต และคงส่วนที่เหลือไว้ในชื่อเดิม            ผมอ่านข่าวนี้อย่างประหลาดใจสุดๆ ยิ่งข้ออ้างที่นายสมัครให้ตามรายงานข่าวของเดลินิวส์นั้น ไม่มีเหตุผลโดยสิ้นเชิง คืออ้างว่าถนนประดิษฐมนูธรรมยาวเกินไปกว่าที่จะใช้ชื่อเดียว ไม่สะดวกแก่การส่งไปรษณีย์และการเดินทางหาที่หมายของประชาชน ถนนนี้ยาวรวม ๑๐ กม. ส่วนที่จะเปลี่ยนชื่อจากลาดพร้าวถึงพระรามเก้ายาว ๒ กม. ส่วนที่เหลือที่คงชื่อเดิมยาว ๘ กม.            ที่ว่าเป็นข้ออ้างที่ไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง ก็เพราะใครๆก็รู้ว่ามีถนนอีกนับไม่ถ้วนในกทม.ที่มีความยาวกว่า ๑๐ กม. ถนนลาดพร้าวเองที่ตัดกับถนนประดิษฐมนูธรรม ก็ยาว ๑๐ กม.พอดี ไม่ต้องพูดถึง พหลโยธิน, วิภาวดีรังสิต, ศรีนครินทร์, รามคำแหง, ฯลฯ, ฯลฯ            ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจ เมื่อกลับมาบ้านผมจึงเปิดเว็ปไซต์มติชนดู ในรายงานข่าวเดียวกันให้ข้อมูลสมบูรณ์กว่าเดลินิวส์มาก และจากข้อมูลนี้ทำให้ผมเชื่อว่า เรื่องนี้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังมากกว่าความสะดวกของการส่งไปรษณีย์อย่างแน่นอน ความสะดวกอะไรที่ว่านั่นเป็นเพียงข้ออ้างบังหน้า พูดแบบตรงไปตรงมาคือ ผมเชื่อว่านายสมัครสั่งการให้เปลี่ยนชื่อถนนด้วยเหตุผลทางการเมืองและความเชื่อส่วนตัวของตนเอง เพราะไม่ชอบชื่อถนนประดิษฐมนูธรรม (ซึ่งเป็นราชทินนามของปรีดี พนมยงค์ ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕) ไม่ใช่เพราะความยาวของถนน และผมขอคัดค้านการเปลี่ยนชื่อถนนในครั้งนี้อย่างรุนแรงและขอเชิญชวนให้ท่านทั้งหลายร่วมกันคัดค้านการกระทำที่ไร้เหตุผล ขาดสติของนายสมัครในครั้งนี้ด้วย            ตามรายงานข่าวนี้ของมติชน นอกจากข้ออ้างเรื่องความสะดวกของการบริการของหน่วยงานรัฐ (ไปรษณีย์และอื่นๆ) แล้ว นายสมัครยังกล่าวว่าที่ผ่านมาการตั้งชื่อถนนบางสายไม่เหมาะสม “ยกตัวอย่างถนนซอยสุขุมวิท ๗๑ เปลี่ยนเป็นชื่อถนนปรีดี พนมยงค์ หากประชาชนบางคนไม่ชอบคุณปรีดีเขาก็ไม่พอใจ…”            “นายสมัครกล่าวว่า ก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.เคยแสดงความคิดเห็นในฐานะประชาชน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) มายังคณะผู้บริหาร กทม.ขอให้พิจารณาตั้งชื่อถนนให้สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ และให้เป็นอนุสรณ์ในท้องถิ่น นอกจากนี้ขอให้ชื่อนั้นๆ เป็นชื่อกลาง และไม่กระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของประชาชนด้วย” (มติชนรายวัน, ๓ กันยายน ๒๕๔๕)            ก่อนอื่น ผมขอประกาศตั้งแต่ต้นว่า ผมไม่ใช่ “แฟน” ของปรีดี พนมยงค์ ไม่ใช่คนที่สามารถจัดอยู่ในประเภทผู้นิยมชมชื่นปรีดี ใครที่เคยอ่านงานเขียนของผมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ในที่ต่างๆ บรรดานักศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ที่ธรรมศาสตร์ที่ผมสอนมาหลายรุ่น ย่อมทราบว่า ผมมีความเห็นเชิงวิพากษ์วิจารณ์ต่อปรีดีมากเพียงใด (ดูตัวอย่างบทความ “ความผิดพลาดทางประวัติศาสตร์ของปรีดี พนมยงค์” ในหนังสือประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้างของผม) นอกจากนั้น ผมยังแสดงความเห็นโดยเปิดเผยในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ต่อลักษณะบางอย่างของการรณรงค์เชิดชูปรีดีในปีหลังๆนี้ (ดูตัวอย่างคำสัมภาษณ์ของผมในนิตยสาร GM ฉบับสิงหาคม ๒๕๔๔ ซึ่งมีตอนหนึ่งที่ผมประกาศว่า “ปรีดีไม่ใช่พ่อผม”)แต่ในฐานะนักประวัติศาสตร์ ในฐานะ “ประชาชน” (ที่นายสมัครอ้าง) คนหนึ่ง ผมมีสติพอที่จะรู้ความสำคัญอันมหาศาลของปรีดีต่อประวัติศาสร์ไทยสมัยใหม่ ที่สำคัญผมเห็นว่า การเปลี่ยนชื่อถนนของนายสมัครครั้งนี้ เป็นการเปลี่ยนเพราะเหตุผลและความเชื่อทางการเมืองเป็นส่วนตัว (politically and ideologically motivated) ที่ไม่เหมาะกับการใช้สำหรับการตัดสินใจเรื่องสาธารณะแบบนี้ ที่นายสมัครอ้างถึงการ “กระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของประชาชน” หรือ “ประชาชนบางคนไม่ชอบคุณปรีดีเขาก็ไม่พอใจ” แท้ที่จริง เป็นเพียงการสะท้อนความรู้สึกส่วนตัวของนายสมัคร ในฐานะผู้ที่มาจากครอบครัวของขุนนางเก่า สะท้อนการไม่รู้จักมองเห็นความสำคัญของการพัฒนาก้าวหน้า และความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ของนายสมัครเองประการแรก ดังที่กล่าวแล้วว่า ข้ออ้างที่ยกขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนชื่อ (ถนนยาวเกินไปที่จะใช้ชื่อเดียว)ไม่มีเหตุผลโดยสิ้นเชิง และเป็นเรื่องชวนให้วิตกว่า คนระดับผู้ว่ากทม. สามารถยกข้ออ้างแบบไร้เหตุผลเช่นนี้ขึ้นมาได้ ในเมื่อไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเปลี่ยน และในเมื่อสิ่งที่ยกมาเป็นเพียงข้ออ้างบังหน้า จึงไม่สมควรเปลี่ยนอย่างยิ่งประการที่สอง ด้วยความบังเอิญ ผมมีบ้านอยู่ที่รามอินทรา และต้องใช้ถนนประดิษฐมนูธรรม สัปดาห์ละหลายๆครั้ง ทุกครั้งที่ผมขับรถบนถนนสายนี้ ผมอดรู้สึก “ทึ่ง” ในความสำคัญของการตั้งชื่อถนนสายนี้ตามชื่อปรีดี พนมยงค์ ไม่ได้ เพราะดังที่ใครที่พอมีความรู้ทางประวัติศาสตร์ไทยบ้าง ย่อมทราบว่า ก่อนหน้านี้ ปรีดี ถูกทำให้ถึงขั้นกลายเป็นบุคคลที่ไม่มีตัวตนทางประวัติศาสตร์ แม้แต่กรณีสำคัญๆอย่าง ๒๔๗๕ หรือ เสรีไทย เมื่อมีการกล่าวถึง ก็มีการพยายามหลีกเลี่ยงการกล่าวชื่อปรีดี ซึ่งนับเป็นเรื่องอยุติธรรมอย่างมหาศาล แต่ในระยะสองทศ-วรรษที่ผ่านมา ความอยุติธรรมนี้ได้รับการแก้ไข จนถึงระดับที่รัฐไทยได้ให้การสนับสนุนและและองค์การยูเนส-โก้ให้การรับรองปรีดีในฐานะบุคคลสำคัญของโลกในศตวรรษที่ ๒๐ คนหนึ่งผมทึ่งในความเปลี่ยนแปลงในด้านวัฒนธรรมและความเชื่อของสังคมไทยนี้ และต่อให้ผมไม่ใช่คนที่ชอบออกมาเชิดชูปรีดี (ผมชอบจะวิเคราะห์มากกว่า) ผมก็เห็นว่า ความเปลี่ยนแปลงนี้ เป็น “ประวัติศาสตร์” อย่างหนึ่ง ที่สำคัญควรรักษาไว้ ควรแก่การศึกษา ที่นายสมัครอ้างเรื่อง “ตั้งชื่อถนนให้สอดคล้องกับประวัติศาสตร์” มาเปลี่ยนชื่อถนนนั้น เพียงสะท้อนให้เห็นความไม่มีสำนึกทางประวัติศาสตร์โดยสิ้นเชิงของนายสมัครเองประการที่สาม จะเป็นด้วยความ “บังเอิญ” หรืออย่างไรก็ยากจะบอกได้ ถนนประดิษฐมนูธรรม ส่วนที่ยาว ๒ กม.ที่เชื่อมระหว่างพระรามเก้ากับลาดพร้าว ที่นายสมัครเสนอให้เปลี่ยนชื่อนี้ วิ่งผ่านสถานที่ ที่มีความสำคัญในแง่สังคมและวัฒนธรรมไทยร่วมสมัยถึง ๓ แห่ง คือ วัดพระรามเก้า, ศูนย์แพทย์พัฒนา และ ร้านโกลเด้นเพลส ซึ่งทั้งสาม ล้วนเป็นโครงการส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสิ้นทุกครั้งที่ผมขับรถผ่านถนนประดิษฐมนูธรรมส่วนนี้ ผมอดไม่ได้ที่จะรู้สึก “ทึ่ง” (เพิ่มจากประการที่แล้ว) ว่าข้อเท็จจริงนี้มีความสำคัญในเชิงสัญลักษณ์อย่างมหาศาล (great symbolic importance) และทุกครั้งไป สมองผมจะได้รับการกระตุ้นให้คิดถึงความหมายหรือนัยยะประการต่างๆ ของความสำคัญเชิงสัญลักษณ์นี้ ในฐานะครูสอนประวัติศาสตร์ ผมเชื่อว่า คงยากจะหาอะไรที่เป็น “หลักฐาน” ร่วมสมัยที่กระตุ้นให้นักศึกษาคิดถึงลักษณะพิเศษของประวัติศาสตร์ไทย ได้ดีไปกว่าข้อเท็จจริงนี้แล้ว ไม่ว่าจะมองในแง่ใด เช่น บางท่านอาจจะมองว่า นี่เป็นการแสดงออกถึงสิ่งที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเสนอว่าเป็นลักษณะเด่นของชาติไทย (ความสามารถในการผสมผสานกลมกลืน) หรือบางท่านอาจจะมองว่านี่เป็นภาพสะท้อนการปรองดองหรือการอ่อนข้อทางประวัติศาสตร์ (historical reconciliation/capitulation) ของพลังทางสังคมฝ่ายต่างๆ ฯลฯ, ฯลฯ แต่ความสำคัญเชิงสัญลักษณ์ที่มีลักษณะ unique นี้ กำลังจะถูกทำลายไปเพราะความมีอคติและสายตาที่มองการณ์ใกล้ของนายสมัคร สุนทรเวช. 
 



loading...


โดย smith ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 5 พ.ย. 50 16:23 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 14,731 ครั้ง

แชร์หน้านี้

ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 14,731 ครั้ง ตอบ 1 ครั้ง)

ลบ แจ้งลบ
โดย มด
IP : 125.24.221.***
ข้อมูลนี้เป็นประโยชน์มากค่ะThailand Web Stat

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่


เรื่องที่เกี่ยวข้อง