พระพยอม พระนักเทศน์ แบบฉบับ เฉพาะตน

ลบ แก้ไข

ภาพ:Pra_phayom.jpg

"โกรธ คือ โง่ โมโห คือบ้า"

"ไม่โกรธดีกว่า จะได้ไม่บ้า ไม่โง่"


พระพยอม กัลยาโณ หรืออีกนามหนึ่งก็คือ พระราชธรรมนิเทศ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว เป็นพระนักเทศน์ มีลักษณะการเทศน์เป็นแบบฉบับเฉพาะตน เนื้อหาต่างๆ ที่หยิบยกเอามาเทศน์ส่วนใหญ่เป็นเหตุการณ์บ้านเมือง ทั้งจากข่าวจากหนังสือพิมพ์และจากทีวี โดยหยิบข่าวมามองผ่านธรรมะ ใช้ไหวพริบในการพลิกมุมมองให้คนมองเห็นธรรมะจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างได้รส ได้อารมณ์ และความสนุกสนานไปพร้อมๆ กัน

นอกจากเป็นพระนักเทศน์แล้วยังเป็นพระนักพัฒนา ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากด้วยการเปิดมูลนิธิสวนแก้วในปี พ.ศ. 2529 เพื่อช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากรวมถึงช่วยให้คนยากจนได้ทำงานด้วยการรับบริจาคของเก่าๆ นำมาขัดสีฉวีวรรณหรือไม่ก็ซ่อมสร้างใหม่แล้วขายเอาเงินสร้างสิ่งอื่นเพื่อเป็นสาธารณกุศลสืบไป อีกทั้งมูลนิธิสวนแก้วยังโครงการอื่นๆ อีก

ปัจจุบันท่านอยู่ที่วัดสวนแก้ว จ.นนทบุรี และท่านยังลงเทศน์ให้ประชาชนรับฟังทุกๆ วันอาทิตย์ ที่โบสถ์ธรรมชาติ เริ่มเวลาประมาณ 13.00 น. เป็นต้นไป

ประวัติ พระพยอม กัลยาโณ

นามเดิมชื่อ พยอม จั่นเพชร เกิดเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2492 ปีฉลู อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี บิดาชื่อ นายเปล่ง จั่นเพชร มารดาชื่อ นางสำเภา จั่นเพชร บรรพชาเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2502 และอุปสมบทเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2513 ณ วัดสังวรณ์วิมลไพบูรย์ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี สำเร็จการศึกษาขั้น นักธรรมชั้นเอก ในปี พ.ศ. 2516 และยังเคยได้ไปจำพรรษาอยู่กับท่านพุทธทาสที่สวนโมกขพลารามในการปฏิบัติธรรม แล้วจึงกลับมาทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพัฒนาวัดสวนแก้ว ที่จังหวัดนนทบุรี

เนื่องจากชีวิตในวัยเด็กของพระพยอมนั้นเกิดในครอบครัวที่ยากจน ช่วงเย็นหลังจากเลิกเรียน เด็กชายพยอมจะออกหางานพิเศษรับจ้างดายหญ้าตามร่องสวน บางครั้งรับจ้างขึ้นต้นหมากและเก็บมะพร้าว ด้วยความที่มีไหวพริบที่เฉลียวฉลาดทำให้เด็กชายพยอมคิดวิธีที่จะไม่ต้องปีนขึ้นลงต้นหมากทุกต้น โดยการขึ้นต้นหนึ่งเสร็จแล้วจะโหนยอดหมากเพื่อไปอีกต้นหนึ่ง ทำให้ได้รับค่าแรงเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ อีกทั้งยังเป็นเด็กที่มีความขยันขันแข็งและมีน้ำใจ ทำให้ชาวบ้านรักและสงสาร จึงมอบงานพิเศษให้ทำอยู่เสมอ

ส่วนในวัยหนุ่มนั้นพระพยอมไม่เคยใช้ชีวิตวัยหนุ่มเยี่ยงชายหนุ่มทั่วไป ท่านใช้จ่ายทรัพย์ที่หามาโดยสุจริตด้วยความประหยัด มัธยัสถ์

วัดสวนแก้ว และมูลนิธิวัดสวนแก้ว

ภาพ:Watsuankaew5.jpg
พระอุโบสถแบบธรรมชาติ ภายในวัดสวนแก้ว


วัดสวนแก้ว ตั้งอยู่ตำบลบางเลน แต่เดิมวัดนี้ชื่อ "วัดแก้ว" เป็นวัดร้างมา 80 ปี จนกระทั่งหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ และพระภิกษุอีก 3-4 รูป ได้เข้ามาพำนักแต่พื้นที่ของวัดเต็มไปด้วยสวนต่างๆ หลวงพ่อไม่สามารถจะบูรณะได้ เพราะขาดบุคลากร ที่จะช่วย พัฒนา เมื่อปี พ.ศ. 2521 พระพยอม กัลยาโณ และเพื่อนพระภิกษุอีก 2 รูปได้เดินทางมาจากวัดสวนโมกขพลาราม เพื่อขอทำโครงการบวชเณร ภาคฤดูร้อนที่วัดแห่งนี้ หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2522 หลวงพ่อได้มอบหมายให้พระพยอมและเพื่อนพระภิกษุเป็นผู้ดูแลรักษาวัดเนื่องด้วยหลวงพ่อ เทียนนั้นดำริจะเดินทางกลับจังหวัดเลย

ต่อมาภายหลังจึงได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น "วัดสวนแก้ว" และได้จัดตั้ง "มูลนิธิสวนแก้ว" ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ คือ

  • เพื่อเผยแผ่ศีลธรรมในศาสนา
  • เพื่อสนับสนุนให้กำลังใจแก่ผู้กระทำความดี
  • เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้คนดีมีสัมมาชีพ

วัดนี้มีอาณาบริเวณกว้างขวางมาก ตลอดทางเดินเข้าสู่ตัววัดมีไม้ใหญ่เขียวครึ้ม ติดป้ายคำขวัญเป็นข้อความเตือนสติพร้อมทั้งยังมีภาพวาดที่สวยงามอยู่ภายในวัด ด้านหน้าวัดมีร้านขายของที่ระลึก และร้านค้าเล็กๆมากมาย เมื่อเดินเข้าไปด้านในวัด จะพบลานโค้งและพระอุโบสถธรรมชาติ ซึ่งแต่ละวัน จะมีพุทธศาสนิกชนมาฟังเทศน์ฟังธรรมกันเป็นจำนวนมาก

ปัจจุบันมูลนิธิสวนแก้วมีเนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ ดำเนินงานโครงการเพื่อสังคม 18 โครงการ

1. โครงการบวชเณรภาคฤดูร้อน

2. โครงการเข้าค่ายอบรมจริยธรรม

3. โครงการร่มโพธิ์แก้ว

4. โครงการเวทีบำเพ็ญประโยชน์

5. โครงการลอกคราบ

6. โครงการกระบอกสำรอกกิเลส

7. โครงการช่วยน้องท้องหิว

8. โครงการรณรงค์ผู้ไม่รู้หนังสือ

9. โครงการสลบมาฟื้นไป

10. โครงการบ้านพักฟื้นคนชรา

11. โครงการสะพานบุญจากผู้เหลือเจือจานผู้ขาด

12. โครงการซุปเปอร์มาเก็ตผู้ยากไร้

13. โครงการสวนแก้วเนอร์สเซอรี่

14. โครงการเพื่อการเกษตร และสิ่งแวดล้อม

15. โครงการบ่อหมักสิ่งปฏิกูลตามแนวโครงการพระราชดำริฯ

16. โครงการบ้านทักษะชีวิต

17. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

18. โครงการคอนโดสุนัข


อมตะวาทะ

ธรรมะวาทะต่างๆ ของพระพยอมที่ได้บรรยายไว้ในวาระต่างๆ ที่เป็นคติเตือนใจให้ฉุกคิด ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อคนธรรมดาอย่างเราๆ

  • โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า ไม่โกรธดีกว่า จะได้ไม่บ้าไม่โง่
  • เรายอมแพ้คน เพื่อเอาชนะกิเลส ดีกว่ายอมแพ้กิเลส เพื่อเอาชนะคน
  • คนเราควรทำตัวเหมือนคนร่อนแร่ คนร่อนแร่โกยหินโกยทรายใส่ตะแกรง แล้วก็ร่อน เจอเพชรพลอยก็เก็บไว้ เจอหินเจอดินก็เหวี่ยงทิ้งไป
  • คนที่ไม่ยอมให้อภัย อารมณ์จะบูดตอนเช้า อารมณ์จะเน่าตอนเพล อารมณ์จะเหม็นตอนค่ำ ฟึดฟัดฮึดฮัดอย่างกับเบนซินซุปเปอร์
  • เดี๋ยวนี้เรากินอาหาร ไม่ได้ทำให้เป็นอาหาร แต่กำลังทำอาหารให้เป็นยาเบื่อ
  • พอมีความสามัคคีเกิดขึ้น ทำให้หนักกลายเป็นเบา ยากเป็นง่าย ช้าเป็นเร็ว
  • การคิดดี เป็นมิตร การคิดชั่ว เป็นศัตรูอันร้ายกาจ
  • ชีวิตคนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกเก่ง เลือกกล้าได้
  • ดินจะดีไม่ดี ดูที่หญ้า คนจะโง่จะฉลาด ดูที่คำพูด
  • คนเราถ้าไม่ลำบาก ไม่ต่อสู้ สถานภาพของความเป็นมนุษย์ก็ย่อมต่ำลง
  • อยู่ด้วยกัน อย่าอวดดี ถ้าความดีมีอยู่จริง มันจะอวดตัวมันเอง
  • ค่าอาหาร ค่าภารกิจ ไม่เท่าไร แต่ค่าเลี้ยงดูกิเลส นี้มันมาก
  • อย่าเห็นแก่ตัว อย่ากลัวเสียเปรียบ แล้วจะเข้ากับเพื่อนฝูงได้ดี
  • แก่แล้วต้องทำดีไว้ให้ลูก ทำถูกไว้ให้หลาน ไม่ทำสิ่งชั่วช้าสามานย์ ให้ลูกหลานดูถูก
  • อย่าทำอะไรตามอยากกันเรื่อยไป ถ้าขืนทำตามโดยไม่ยับยั้งชั่งใจ ชีวิตก็จะวนเวียนอยู่ในวัฏจักรแห่งทุกข์ไม่สิ้นสุด
  • จงรักษาความถูกต้องมากกว่าความถูกใจ คนเดี๋ยวนี้มันจัญไรรักษาความถูกใจมากกว่าความถูกต้อง
  • ขั้วของความชั่ว อยู่ที่เห็นแก่ตัว ขั้วของความดี อยู่ที่เสียสละ
  • ทรัพย์สมบัติในบ้านที่เราว่า “เป็นของเรา” มันเคยพูดกับเราว่า “ฉันเป็นของคุณ” บ้างไหม มีแต่เสียงกิเลสของเราสั่งเอาว่า นั่นของกู นี่ของกู
  • คนขยันเปรียบเหมือนแมลงผึ้ง ชอบบินไปดูดดมตอมเอาเกสรดอกไม้ ส่วนคนขี้เกียจเปรียบเหมือนแมลงวัน ชอบดมตอมแต่สิ่งสกปรกโสโครก
  • คิดทำลายผู้อื่นเท่าไร ตัวเองก็ต้องถูกทำลายเท่านั้น


คุ้กกี้ "จตุคำ"

ภาพ:JatuKum-PraPryom.jpg

พระพยอมจัดทำคุ้กกี้ "จตุคำ" เตือนสติผู้นิยมจตุคามรามเทพ


พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว เปิดตัวการทำคุ้กกี้จตุคำ "รุ่นฉุกคิด 4 คำ รวยโคตร" บรรจุในกระป๋องอะลูมิเนียม โดยรูปแบบคล้ายจตุคามรามเทพ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 ซม. ด้านหน้าปั๊มตัวหนังสือว่า "จตุคำ" มีทองคำเปลวติด ส่วนด้านหลังมียันต์คาถามหาเศรษฐี ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนว่า "อุ อา กะ สะ" แปลว่า ขยันหา ขยันเก็บ เลือกคบ เลือกใช้ พร้อมลายเซ็นของพระพยอมพระพยอม กล่าวว่า ที่ทำคุกกี้จตุคำ เพราะที่ผ่านมาพยายามพร่ำสอนเตือนให้คนไทยได้ฉุกคิดและเข้าถึงหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง ทั้งการเทศน์ การสอน แต่ระยะหลังนับตั้งแต่เกิดกระแสจตุคามรามเทพ ทำให้คนไทยโดยเฉพาะชาวพุทธที่กำลังหลงทิศ หันไปยึดถือยึดติดจตุคามแทนที่จตุรา อริยสัจ หรือ อริยสัจสี่ ซึ่งเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ได้ทรงตรัสรู้ไว้ อันเป็นหัวใจแท้ๆ ของชาวพุทธที่สอนให้รู้ว่าทุกข์เกิดได้อย่างไร 4 ประการ คือ การมีอยู่ของทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และหนทางไปสู่ความดับทุกข์

พระพยอม กล่าวอีกว่า ชื่อคุ้กกี้จตุคำ รุ่นฉุกคิดรวยโคตรนั้น นำมาจากคาถามหาเศรษฐีที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้คือ "อุ อา กะ สะ" ซึ่งนำมารวมกันก็จะได้ความหมายว่า ขยันหา ขยันเก็บ เลือกคบ เลือกใช้ ดังนั้นเมื่อฉุกคิดและเข้าถึงคำ 4 คำนี้ได้ ก็จะรวยได้รวยดีอย่างแน่นอน จึงเป็นที่มาของจตุคำ

ที่มา : คลังปัญญาไทย 

 




โดย Thai Idol ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 2 ธ.ค. 51 18:06 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 21,816 ครั้ง


ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 21,816 ครั้ง ตอบ 0 ครั้ง)

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่


เรื่องที่เกี่ยวข้อง