มหัศจรรย์ประเทศไทย ครั้งหนึ่งไม่นานมานี้

ลบ แก้ไข




มองย้อนกลับไปสัก 30-40 ปีที่แล้ว เมื่อสมัยที่ผมยังเด็ก

เป็นช่วงเวลาที่คนไทยยังยึดมั่นในวัฒนธรรมและแนวคิดของความเป็นไทย

 

คนไทยในยุคนั้นยังไม่มีการแบ่งสี 

การเมืองที่แตกต่างก็ไม่ทำให้คนไทยต้องทำลายล้างกัน

เป็นยุคที่ประเทศเราอุดมไปด้วยทรัพยากร 

ภาคเหนือของเราอุดมไปด้วยไม้สัก ไม้สักของเรามีมากมายถึงขนาดส่งออกไปขายได้เป็นอันดับหนึ่งของโลก

ภาคใต้เรามีแร่ดีบุกมากจัดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

ภาคกลางปลูกข้าวส่งออกก็ที่หนึ่งโลก

เรายังมีแร่ มีพลอยมากมายที่ภาคตะวันออก

อาหาร การกินอุดมสมบูรณ์ทั้งประเทศ

 

คนเรียนจบปริญญาตรีรับเงินเดือนพันกว่าบาทในขณะที่ทองคำบาทละ 400 บาทเท่านั้น

เศรษฐกิจของเราถ้าเทียบกันแล้วไม่เป็นรองใครในแถบนี้ ไม่เคยมีกรณีคนไทยอดอาหารตาย หนาวตาย หรือไร้ที่อยู่อาศัย

เราเป็นสังคมเศรษฐกิจยุค  ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ครับ

 

มองด้านสังคมและวัฒนธรรม ยิ่งชัดเจนว่าเราเจริญกว่าทุกวันนี้มากมาย

ในช่วงเวลานั้น คนไทยมีความภูมิใจในความเป็นไทยครับ 

ดารายอดนิยม อย่างมิตร ชัยบัญชา, เพชรา เชาวราช, สมบัติ เมทินี, อรัญญา นามวงศ์

หน้าตาไทยแท้ ชื่อ นามสกุลไทยๆ อย่างนี้แหละครับที่เรานิยมชมชอบกัน ไม่ได้เห่อ ฝรั่ง ญี่ปุ่น เกาหลี อย่างทุกวันนี้

 

 

เราเป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมสูง สมกับที่บรรพบุรุษของเรารักษาบ้านเมืองไม่ให้ตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่ง

เขมร ลาวและเวียดนามเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส  มาเลเซียและพม่าตกเป็นของอังกฤษ แถวนี้จะมีก็แต่ประเทศเราที่ยังคงรักษาเอกราชไว้ได้

 แม้ในช่วง คอมมิวนิสต์ขยายอิทธิพล ลงมาจากจีน ใกล้ๆ บ้านเราอย่างเวียดนาม ลาว เขมร สู้รบกันเองและเป็นคอมมิวนิสต์กันไปหมด นักวิเคราะห์การเมือง นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก หลายสำนักวิเคาระห์กันว่าไทยคงไม่พ้นการเป็นคอมมิวนิสต์ ตามทฤษฏีโดมิโน แต่เราก็ยังคงรักษาความเป็นไทย ได้อย่างมั่นคง

ในยุคนั้น คนไทยทานข้าว ทานแกง  ขนมใส่ไส้ บัวลอยไข่หวานและผลไม้ไทย 

ขนมเค้ก ขนมฝรั่ง ขายไม่ได้หรอกครับ

คนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ส่วนมากก็จะมีสำนึกว่าเราได้เปรียบคนอีกมากมายที่ไม่ได้รับโอกาสเข้ามาเรียน

นิสิต นักศึกษาในยุคนั้นจะสนใจบ้านเมืองและมีสำนึกรับใช้สังคม  

การเดินขบวนต่อต้านเผด็จการทหาร ต่อต้านการโกงกิน หรือแม้ในช่วงที่คนไทยเริ่มนิยมสินค้าญี่ปุ่น นิสิตนักศึกษาเรายังออกมาเดินขบวนให้ประชาชนใช้สินค้าไทย

 

คนไทย เรารักชาติ โดยไม่ต้องมีใครมาบังคับให้ยืนตรงเคารพธงชาติครับ

 

ผมยังจำได้ว่า สมัยที่ผมยังเป็นเด็ก หน้าที่อย่างหนึ่งของผมคือ เอาอาหารไปแบ่งปันเพื่อนบ้าน บ้านไหนแกงอะไรก็มักจะเผื่อแผ่ไปให้เพื่อนบ้านเสมอและเราก็มักจะได้รับผลไม้และอาหารจากเพื่อนบ้านอยู่บ่อยๆ เช่นกัน

เวลาเราขึ้นรถเมล์ ถ้ามีเด็ก ผู้สูงอายุ หรือสุภาพสตรี ผู้ชายไทยจะแย่งกันลุกยืนและเชิญให้นั่ง เป็นเรื่องราวปกติที่เห็นจนชินตา

บ้านไหนลูกหลานตายไม่มีใครดูแลผู้สูงอายุ เราก็จะช่วยกันดูแลโดยพึ่งพาประชาสงเคราะห์

เราเป็นสังคมที่เอื้อเฟื้อและดูแลกันครับ

 

ในยุคนั้นใครเรียนเก่งสอบได้ที่หนึ่ง จะไปเรียนหมอและเรียนครู เพราะจะมีสองอาชีพนี้ที่สังคมยกย่อง ไม่มีอาชีพไหนที่ลูกค้าหรือผู้ใช้บริการยกมือไหว้หลังจ่ายเงินนอกจากหมอและครู

 

เราเป็นสังคมที่เชื่อมั่นในความดี

 

 

แล้วอะไรทำให้เรากลายมาเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยการทุจริต จนติดอันดับโลก

เป็นสังคมที่คนบ้านติดกันยังระแวงกัน

ยาเสพติด แพร่หลายขยายตัวไปทั้งประเทศ

สังคมที่มีเยาวชนมากมายที่ดูถูกดูแคลนความเป็นไทย อะไรที่เป็นของไทยกลายเป็นล้าหลัง ตกยุค 

เสื้อผ้า กระเป๋า แฟชั่น ดารา นักร้อง ฝรั่ง ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นที่นิยมและ ขายดีในบ้านเรา

 

ถ้าเราเชื่อว่าการศึกษาคือการพัฒนาคน

ผมว่าเราต้องมาทบทวนกันแล้วว่าเราจัดการศึกษาให้ลูกหลานกันอย่างไรประเทศไทยถึงกลายเป็นอย่างนี้

 

เราสร้างโรงเรียนมาเพื่อคัดเด็กและให้เขาแข่งกันสอบ 

เราวัดค่าของเด็กจากเกรดเฉลี่ย

เรายกย่องคนเรียนเก่ง

เราจัดอันดับโรงเรียนจากผลการสอบแข่งขันต่างๆ

เราดูถูกคนที่สอบไม่ได้ ว่าเขาไม่รักดี ไม่ตั้งใจ ไม่ใฝ่รู้ 

 

ผู้ปกครองส่งเสริมให้เด็กท่องหนังสือ สอบแข่งขัน และคาดหวังให้เขาชนะ

วิชาไหนได้คะแนนน้อยก็จะส่งไปติว ติว ติว

เพียงเพื่อแย่งที่นั่งในมหาวิทยาลัย ทั้งๆ ที่เด็กอาจไม่ได้ชอบวิชานั้นๆ เลย

 

เมื่อก่อน เด็กๆ มักจะได้รับถ่ายทอดวัฒนธรรมจาก ปู่ย่า ตายาย และ ครูก็เหมือน พ่อแม่คนที่สอง

เด็กได้รับการอบรมในเรื่อง ความซื่อสัตย์ ขยัน อดทน

 

แต่วันนี้ ผู้ปกครองปล่อยให้โรงเรียนทำหน้าที่พัฒนาลูกหลานของตนเอง

โรงเรียนที่ผ่านมาก็ละเลยเรื่องการพัฒนาคุณค่าในตัวเด็ก

หันมามุ่งเน้นเรื่องนอกตัว เรื่องวิชาการ เรื่องทำมาหากิน

เราเลยมีแต่คนชนะ คนสอบเก่งและคนไม่เชื่อในการทำดี

 

เราหาคนเสียสละได้ยากขึ้น

และเรามีคนโกงมากขึ้น

เราบังคับให้เด็กเรียนมากมายหลายวิชา หลายเนื้อหา

ทั้งๆ ที่บางทีอาจไม่ได้ใช้ในชีวิตของเด็กเลย

ครู ทุกวิชาพยายามสอนให้ครบ ใช้เวลามากมายไปกับการแก้ปัญหาโจทย์ 

แต่เด็กไม่มีวิชาแก้ปัญหาชีวิต 

ไม่มีเวลามองแม้กระทั่งมองตนเอง

 

โรงเรียนลืมหน้าที่ที่สำคัญที่สุด คือ การพัฒนาคน 

ถึงเวลารึยังครับที่เรา ผมหมายถึง ทุกคน

ทั้งผู้บริหารโรงเรียน ครู ผู้ปกครองและตัวนักเรียนเองจะหันมาพัฒนาสิ่งที่มีค่าที่สุด

คือคุณภาพของเยาวชน

ไม่ต้องรอ แต่ต้องเริ่ม

ฝึกฝนเยาวชนให้อดกลั้นต่อสิ่งยั่วยุ มอมเมา

ฝึกรังเกียจ ความชั่วและสิ่งที่ได้มาจากการเอาเปรียบ

ฝึกความขยัน ฝึกความรับผิดชอบ

และมุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตในแนวทางของตนเอง

 

 

สังคมจากนี้ไป จะสรรหาคนรับผิดชอบ

คนซื่อสัตย์ จะมีงานทำ 

คนมีคุณธรรมจะประสบความสำเร็จ ครับ

 

ใครที่ไม่เชื่อว่าทำดีได้ดี ผมอยากขอให้ดูนานๆ

ชีวิตก็เหมือนละคร ถ้าไปดูตอนกลางเรื่อง ตัวโกงดูจะได้เปรียบ ดูจะประสบความสำเร็จ

ต้องดูยาวๆ ครับ

เพราะตอนจบพระเอก นางเอก จะชนะทุกที

ชีวิตจริงยิ่งกว่าละครครับ

เพราะคนโกง คนชั่ว เดี๋ยวนี้กรรมมันตามมาเร็ว ขนาดเรื่องยังไม่ทันจบ ก็รับผลความเลวกันไปเยอะแล้ว

ส่วนคนดีนั้น ต่อให้ตายไป คนก็ยังยกย่อง สรรเสริญ





อยากแบ่งให้เพื่อนอ่านบ้าง ก็แชร์ได้เต็มที่นะครับ



ติดตาม พูดคุย กับ อ.วิริยะ ได้ที่นี่






 

 




โดย อ.วิริยะ ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 5 ก.ย. 54 14:04 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 7,166 ครั้ง


ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 7,166 ครั้ง ตอบ 0 ครั้ง)

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่


เรื่องที่เกี่ยวข้อง