ชนิดและสมบัติของรังสี

ลบ แก้ไข

     หลังจากที่แบ็กเคอเรลพบรังสีได้ไม่นาน รัทเทอร์ฟอร์ดได้ศึกษาเพิ่มเติมและแสดงให้เห็นว่า รังสีที่ธาตุกัมมันตรังสีปล่อยออกมาจากเกลือโพแทสเซียมยูเรนิลซัลเฟตนั้นมี 2 ชนิด ชนิดที่หนึ่งไม่สามารถเคลื่อนทะลุผ่านแผ่นอะลูมิเนียมบางๆ ได้ เรียกว่า รังสีแอลฟา ชนิดที่สองมีอำนาจทะลุผ่านสูงกว่าชนิดแรก เรียกว่า รังสีบีตา เวลาต่อมานักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศสชื่อ วิลลาร์ด ได้แสดงให้เห็นว่า ยังมีรังสีอีกชนิดหนึ่งที่เกิดจากเกลือยูเรเนียม รังสีชนิดนั้นมีอำนาจทะลุผ่านสูงมากกว่า 2 ชนิดแรก เรียกว่า รังสีแกมมา โดยในตารางจะแสดงให้เห็นอำนาจทะลุผ่านของรังสีทั้งสามชนิด ความหนาของอะลูมิเนียมในตาราคือ ความหนาที่กั้นรังสีทั้งสามาชนิดจนเหลือครึ่งหนึ่ง

รังสี
ความหนาของอะลูมิเนียม(cm)
แอลฟา
บีตา
แกมมา
0.0005
0.05
8.0

     1. รังสีแอลฟา   เป็นนิวเคลียสของอะตอมฮีเลียม มีโปรตอนและนิวตรอนอย่างละ 2 อนุภาค มีประจุไฟฟ้า +2 มีเลขมวล 4 มีอำนาจทะทะลวงต่ำมาก กระดาษเพียงแผ่นเดียวหรือสองแผ่นก็สามารถกั้นได้ ในสนามไฟฟ้ารังสีแอลฟาเบนเข้าหาขั้วลบ สามารถวิ่งผ่านอากาศได้ระยะทางเพียง 3-5 cm เพราะเมื่อรังสีแอลฟาผ่านสาร สามารถทำให้สารเกิดการแตกตัวเป็นไอออนได้ดี จึงทำให้เสียพลังงานอย่างรวดเร็วผู้ตั้งชื่อรังสีแอลฟา คือ รัทเธอร์ฟอร์ด
     2. รังสีบีตา  คือ อนุภาคที่มีสมบัติเหมือนอิเล็กตรอน กล่าวคือ มีประจุไฟฟ้า -1 มีมวลเท่ากับมวลของอิเล็กตรอน มีพลังงานสูง ในสนามไฟฟ้ารังสีบีตาเบนเข้าหาขั้วบวก มีอำนาจทะลุทะลวงสูงกว่ารังสีแอลฟาประมาณ 100 เท่า สามารถผ่านแผ่นโลหะบางๆ เช่น แผ่นตะกั่วหนา 1 mm แผ่นอะลูมิเนียมหนา 5 mm มีความเร็วใกล้เคียงความเร็วแสง และมีอำนาจในการไอออไนซ์น้อยกว่ารังสีแอลฟา ผู้ตั้งชื่อรังสีเบตา คือ รัทเธอร์ฟอร์ด

    3. รังสีแกมมา  คือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นสั้นมาก ไม่มีประจุและไม่มีมวล ไม่เบียงเบนในสนามไฟฟ้า มีอำนาจทะลุทะลวงสูงสุด สามารถทะลุผ่านแผ่นไม้โลหะและเนื้อเยื่อได ้แต่ถูกกั้นได้โดยคอนกรีตหรือแผ่นตะกั่วหนา โดยสามารถทะลุผ่านแผ่นตะกั่วหนา 8 mm หรือผ่านแผ่นคอนกรีตหนาๆ ได้ มีอำนาจในการไอออไนซ์น้อยมาก ผู้ตั้งชื่อรังสีแกมมา คือ วิลลาร์ด

สรุปสมบัติของรังสีทั้งสามได้ดังนี้
    ความสามารถในการทำให้เกิดการแตกตัวเป็นไอออน
    รังสีแอลฟา บีตา และแกมมา เป็นรังสีที่มีสมบัติทำให้สารหรือตัวกลางที่มันเคลื่อนที่ผ่านแตกตัวเป็นไอออนได้ 
 


รูปแสดงให้เห็นกระบวนการแตกตัวเป็นไอออน


      สมมติรังสีบีตาซึ่งเป็นอนุภาคมีประจุลบเคลื่อนที่เข้าไปในสารชนิดหนึ่ง มันมีโอกาศที่จะเคลื่อนที่เข้าไปชนอะตอมของสาร เนื่องจากรังสีบีตามีพลังงานสูงมาก จึงสามารถชนอิเล็กตรอนของอะตอมของสารให้หลุดออกมาเป็นอิเล็กตรอนอิสระ ขณะเดียวกันอะตอมตัวที่ถูกชนซึ่งเสียอิเล็กตรอนไปก็จะแสดงภาวะประจุบวก เรียกว่า ไอออนบวก ทั้งหมดนี้คือกระบวนการที่รังสีทำให้สารหรือตัวกลางแตกตัวเป็นไอออน
      เมื่อปล่อยให้รังสีแอลฟา บีตา และแกมมา เคลื่อนที่ผ่านไปในสาร เช่น ในอากาศ พบว่ารังสีแอลฟาเคลื่อนที่ได้ระยะทางน้อยที่สุด และรังสีแกมมาสามารถเคลื่อนที่ไปได้ไกลที่สุดดังรูป

        แสดงว่ารังสีแอลฟาสามารถทำให้ตัวกลางที่มันเคลื่อนที่ผ่านไปแตกตัวเป็นไอออนได้ดีที่สุด จึงสูญเสียพลังงานให้ตัวกลางอย่างรวดเร็ว ทำให้เคลื่อนที่ผ่านไปในตัวกลางได้ไม่มากนัก ส่วนรังสีบีตาและแกมมา มีความสามารถทำให้ตัวกลางแตกตัวเป็นไอออนได้ดีรองลงมาตามลำดับ

     อำนาจทะลุผ่าน
      จากที่ได้พิจารณามาแล้วในเรื่องความสามารถในการทำให้เกิดการแตกตัว เราทราบว่ารังสีแอลฟาทำให้ตัวกลางที่มันเคลื่อนที่ผ่านแตกตัวเป็นไอออนได้มากที่สุด รองลงมาคือรังสีบีตาและแกมมาตามลำดับ เมื่อทดลองให้รังสีทั้งสามชนิดเคลื่อนที่ผ่านไปในตัวกลางต่างๆ เช่น กระดาษ อะลูมิเนียม ตะกั่ว เป็นต้น จะเห็นว่ารังสีแอลฟาไม่สามารถเคลื่อนที่ผ่านแผ่นกระดาษ ส่วนรังสีบีตาสามารถเคลื่อนที่ผ่านแผ่นกระดาษได้ แต่ไม่สามารถเคลื่อนที่ผ่านแผ่นอะลูมิเนียม สำหรับรังสีแกมมาสามารถทะลุผ่านแผ่นกระดาษและแผ่นอะลูมิเนียมได้ แต่ไม่สามารถเคลื่อนที่ผ่านแผ่นตะกั่ว แสดงว่ารังสีแกมมามีอำนาจทะลุผ่านสูงที่สุด รองลงมาคือรังสีบีตาและแอลฟาตามลำดับ

 

    การเบนในสนามแม่เหล็ก


 
ผลของสนามไฟฟ้าต่อรังสีทั้ง 3 ชนิด

     ตามรูป ธาตุกัมมันตรังสีอยู่ในแผ่นตะกั่ว ซึ่งมีรูปเปิดให้รังสีที่เกิดจากธาตุยูเรเนียมเคลื่อนที่ออกมาได้ บริเวณด้านนอกของแผ่นตะกั่วตรงปากรูของแผ่นตะกั่วมีสนามแม่เหล็กสม่ำเสมอ สมมติว่ามีรังสีสามชนิดถูกปล่อยออกมาจากธาตุยูเรเนียม และเคลื่อนที่เข้าสู่บริเวณที่มีสนามแม่เหล็ก จะพบว่า
     - รังสีแอลฟา เคลื่อนที่โค้งลงมาเล็กน้อย
     - รังสีบีตา เคลื่อนที่โค้งขึ้นไปเล็กน้อย
     - รังสีแกมมา เคลื่อนที่ตรงออกไปโดยไม่มีการเบี่ยงเบน
     จากลักษณธการตอบสนองต่อสนามแม่เหล็กของรังสีทั้งสามชนิด จึงสรุปได้ว่า
     - รังสีแอลฟา เป็นอนุภาคขนาดเล็ก มีประจุบวก
     - รังสีบีตา เป็นอนุภาคขนาดเล็ก มีประจุลบ และมีมวลน้อยกว่าแอลฟา
     - รังสีแกมมา เป็นคลื่อนแม่เหล็กไฟฟ้าไม่มีประจุ


 
สรุปสมบัติของรังสี

 




โดย o_O ^_^ ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 5 มี.ค. 51 13:49 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 121,452 ครั้ง


ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 121,452 ครั้ง ตอบ 12 ครั้ง)

ลบ แจ้งลบ
โดย Nutnicha Chuchuay
IP : 49.230.183.***
สุดยอดเลยค่ะ ดีจริงๆจะสอบแล้วได้เรื่องนี้มาอ่านนี่ดีมากๆเลย 
ขอบคุณความรู้ดีๆนะคะ
ลบ แจ้งลบ
โดย Dz L
IP : 192.168.2.***
ไม่มีหนังโป้ดูเลยครับสัส ผมหื่น เย้ๆ
ลบ แจ้งลบ
โดย Dz L
IP : 192.168.2.***
มันห่วยมาก ปัญญาอ่อนครับสัส
ลบ แจ้งลบ
โดย Dz L
IP : 192.168.2.***
ปัญญาอ่อน ครับสัส
ลบ แจ้งลบ
โดย เก่ง
IP : 58.147.58.***
ขอบคุนมาก
ลบ แจ้งลบ
โดย *-*
IP : 125.25.178.***

อืมดีจัง

 

ขอกอปไปส่งครูนะ

ลบ แจ้งลบ
โดย ส้นเท้า
IP : 61.7.230.***

หาไม่เจออะ

ลบ แจ้งลบ
โดย 007
IP : 61.7.230.***

งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง

ลบ แจ้งลบ
โดย momo
IP : 118.173.224.***

เนื้อหาดีค่ะ  น่าสนใจมากเลย  แต่ขอรายละเอียดของรังสีแกมมาอย่างเดียงมั้ยค่ะ

ลบ แจ้งลบ
โดย ยิ้มๆเเย้มๆ
IP : 203.151.225.***
หาไม่เจอเลย ซักอย่าง
ลบ แจ้งลบ
โดย อ้อแอ้
IP : 202.29.14.***
เนื้อหาน่าสนใจมากๆๆ ค่ะ  
ลบ แจ้งลบ
โดย poo poo
IP : 202.29.14.***

เยี่ยมสั้น ๆ ง่าย ๆ แตได้ใจความ     

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่


เรื่องที่เกี่ยวข้อง